
เก็บมาอ่านสำหรับหนังเรื่องนี้...
จุดเปลี่ยนของวงการหนัง กับ เจมส์ คาเมรอน
กับ เหตุผล 12 ประการ ที่บันดาลให้ AVATAR ทำเงินมากกว่า Titanic
(และคาดว่ารายได้รวมจะมากกว่า 6.5 หมื่นล้านบาท)
1. 21 สิงหาเป็นวันแรกที่ ได้ฉายตัวอย่างหนัง 15 นาทีเรื่องนี้ฉายพร้อมกันทั่วโลก คนแห่แหนเข้าเว็บเพื่อจองที่นั่งเพื่อชม ตัวอย่างหนัง ซึ่งมีคนเข้าชมมากกว่า 10 ล้านคนในช่วงเวลาชั่วโมงแรกจนทำให้เว็บจองตั๋วล่มไปหลายชั่วโมง พอจองได้เพียงชั่วโมงเดียวตั๋วก็เต็มอย่างรวดเร็ว พอถึงคราวออก ตัวอย่างหนังแบบออนไลน์บนเว็บแอปเปิ้ล ก็มีคนเปิดดูวันแรกผ่านเว็บถึง 4 ล้านคนซึ่งถึงเป็นตัวอย่างที่เปิดดูสูงสุด ทิ้งห่างที่ 2 แค่ 1.7 ล้านคน
2. เป็นหนังทุนสร้างสูงที่สุด คาเมรอน ควักเนื้อตัวเองเพื่อสร้างกล้องแบบใหม่ ไฮเทค สำหรับหนังเรื่องนี้ ราคากล้องย่อมเยาว์แค่ 7 ล้านเหรียญ หรือ 245 ล้านบาท และรวมทุนสร้างหนังทั้งหมดรวมการตลาด ราวๆ 500 ล้านเหรียญหรือเท่ากับ ทุนการสร้างทไวไลท์ นิวมูน ได้ 10 รอบ (นิวมูนทุน 50 ล้านเหรียญ) และทุกค่ายหนังใหญ่ในอเมริกาเห็นตรงกันว่า หนังเรื่องนี้เป็นหนังฟอร์มบิ๊ก บึ้มสุดยอดจึงยอมไม่ปล่อยหนังใหญ่เรื่องอื่นใดในระยะเวลา 5 สัปดาห์ที่อวาทาร์เข้าฉาย
3. คาเมรอน เขียนบท Avatar 80 หน้ามาตั้งแต่ 1995 แต่เพราะเทคโนโลยีในช่วงนั้นยังไม่ดีพอ และโรงไอแมกซ์สามมิติยังน้อยมากไม่ถึง 100 โรง หลังจากสร้าง Titanic เสร็จเก็บเงินไป 1,800 ล้านเหรียญ หรือ 64,000 ล้านบาทและตุ๊กตาทอง 11 รางวัล จึงหยุดสร้างภาพยนตร์ทำเงินใหญ่ๆ ทั้งหลาย เป็นเวลานานถึง 11 ปี แล้วหันมาค้นคว้าและพัฒนากล้องถ่ายภาพยนตร์ 3 มิติที่เรียกว่า ฟิวชัน คาเมรา ซิสเตม เพื่อใช้กับ อวาทาร์ โดย เฉพาะใช้เวลาในการสร้างหนังเรื่องเดียวถึง 4 ปีซึ่งนานที่สุดในชีวิตของเค้า โดยหนังจะฉายบนจอสามมิติทั่วโลกกว่า 3000 จอ แต่จะมีรูปแบบพิเศษที่ใหญ่สุดๆ สามมิติทะลุ บนจอไอแมกซ์
4. หนังยาวแค่ 165 นาที !!!! (แค่ 2 ชั่วโมง 45) สาเหตุเดียวที่ คาเมรอนยอมตัดใจเหลือแค่นี้ก็เพราะว่า ถาดไอแมกซ์ซึ่งจะเป็นหนึ่งในฟอรแมตที่ดีที่สุดที่จะ ดูอวาทาร์บนจอยักษ์นั้น จุความยาวหนังได้สูงสุดแค่ 165 นาที ดังนั้น คาเมรอนจึงยอมตัดใจหั่นหนังให้สั้นลงกว่าที่อยากจะฉาย แต่ยังคงเป็นหนังที่ฉายในรูปแบบสามมิติไอแมกซ์ที่ยาวที่สุดในรอบ 40 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ก่อตั้งไอแมกซ์มา
5. Avatar สร้าง นวัตกรรมใหม่ เป็นภาพยนตร์ที่ผสมผสานระหว่างคนแสดงกับ การสร้างภาพด้วยคอมพิวเตอร์ให้ดูสม จริงเสมือนภาพถ่าย จนแยะแยะไม่ออก โดยสามารถย้ายฉาก เปลี่ยนเวลา บนท้องฟ้า พระอาทิตย์ขึ้น พระจันทร์เสี้ยว ก็ได้ หรือจะเปลี่ยนเวลาเช้า สาย บ่าย เย็น หรือกลางคืนก็ได้ควบคุมองค์ประกอบและงานออกแบบได้ทั้งหมด
6. เทคนิคโมชันแคปเจอร์ ที่ใช้กันทั่วไปนั้น จะเก็บภาพการเคลื่อนไหวของนักแสดงบนจอสีฟ้าหรือสีเขียว แล้วค่อยแทรกภาพฉากเข้ามาทีหลัง แต่เทคโนโลยีใหม่ของ คาเมรอน สามารถแทรกภาพนักแสดงที่กำลังแสดงแบบสดๆ กับฉากหลังที่สร้างด้วยคอมพิวเตอร์ เข้ามาในจอได้พร้อมๆ กันแบบเรียลไทม์
7. นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า เดอะ โวลุม ซึ่งใช้จับท่าทางของนักแสดงได้ดีกว่าเดิม โดยเฉพาะการแสดงสีหน้า และ เทคโนโลยีอีกแบบหนึ่งที่เพิ่งเริ่มใช้กับอวาทาร์เป็นเรื่องแรกก็คือ เวอร์ชวล 3D คาแมรา ซึ่ง ได้พัฒนาร่วมกันโดยตัว เจมส์ คาเมรอน กับ วินซ์ พาส และ วีต้า ดิจิตอล เวิร์คส์ ช่วยกันทำงานอย่างแข็งขันเพื่อผลิตภาพ สเปเชียล เอฟเฟกต์ สุดอลังการ
8. เจมส์ย้ำอีกครั้งว่าภาพยนตร์ เรื่องนี้ไม่ใช่ภาพยนตร์อนิเมชั่นแต่เป็นภาพยนตร์ที่คนแสดงจริงๆ แต่ใช้ CGI กราฟฟิกเข้าช่วยให้สมจริงเข้าช่วย โดยแต่ละฉากที่ท่านเห็นคือคนแสดงจริงๆ และใช้เครื่องมือที่จับหน้าตา ท่าทาง การแสดงออกซึ่งรวมถึงแววตา และรอยเหี่ยวย่นรอบดวงตาหรือการเกร็งของริมฝีปาก ของนักแสดงก็สามารถเห็นได้อย่างละเอียดยิบ มาขึ้นบนจอและใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิกเขาช่วยแปลง การที่แคเมรอนต้อง ลงทุนทำถึงขนาดนี้ เพราะต้องการให้คนที่แปลงเป็นชาวต่างดาวนั้นไม่ต้องเสีย เวลาทำเมคอัพและแต่งตัวเพื่อแสดงวันละ 4-5 ชั่วโมงทุกๆ วัน เพื่อให้การแก้ไขรูปลักษณ์สุดท้ายสามารถทำได้ง่ายในคอมพิวเตอร์ โดยคาแมรอน บอกว่าสามารถควบคุมอากาศพระอาทิตย์ขึ้นลงได้เหมือนเป็นพระเจ้า
9. ภาษาต่างดาวของชาวนาวีที่พูดๆกันในเรื่องไมได้พูดมั่วๆ ติ๊ต่างขึ้นมาเอง เพราะคนอย่างคาแมรอนจ้างศาสตราจารย์ทางด้านภาษาศาสตร์ จากแคนาดา ให้สร้าง ภาษาต่างดาวใหม่ของชาวแพนดอรา ขึ้นมาตามหลักแกรมม่าและหลักภาษาสากล
10. หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นมาให้เป็นสามมิติแบบเรืองแสง คนดูจะหลุดเข้าไปในโลกแพนโดราที่มีพระเอกหล่อล่ำ แซม วอร์ทิงทัน ที่แสดงในคนเหล็ก 4 แสดงนำ
11. คาแมรอน เองบอกว่า ตนจะได้เงินคืนเมื่อมีคนดูรายได้ พันล้านเหรียญดังนั้นจึงจะต้องให้ทุกโรงภาพยนตร์ทั่วโลกฉายพร้อมกัน แต่จะดูให้เด็ดที่สุดต้องดูแบบสามมิติบนจอยักษ์ไอแมกซ์เท่านั้น และเชื่อว่าจะมีคนดูซ้ำหลายๆ รอบเพื่อเก็บรายละเอียดหนังที่ฉายบนจอยักษ์เท่าตึกแปดชั้น และมั่นใจสุดยอดว่า เงินพันล้านเหรียญจะได้มาชิวๆ จึงเซ็นสัญญากับนักแสดงทั้งหมดอีก 2 ภาคต่อ เตรียมออกเป็นหนัง ไตรภาคเพื่อแข่งกับ สตาร์วอรส์ และ เดอะ แมทริกซ์
12. เอาล่ะอ่านมาถึงข้อนี้ ถ้าหากต้องการชมภาพยนตร์สุดยิ่งใหญ่เรื่อง AVATAR ให้อลังการ แนะนำกันเลยว่า...ต้องชมบนจอ 3D เท่านั้นถึงจะสะใจคอหนัง