
ปลายปีที่แล้ว 1 ธันวาคม 2550 ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารใหญ่ที่มีลูกค้าบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตเป็น 10 ล้านใบ ก็เคยขึ้นค่าถอนเงินข้ามธนาคารผ่านเอทีเอ็ม นำมาซึ่งอีกสองธนาคาร คือกสิกรไทยและไทยพาณิชย์ เตรียมที่จะขึ้นราคาแบบแบงก์กรุงเทพบ้าง
นับจากนี้ไป เวลาใช้บัตรเอทีเอ็มธนาคารหนึ่ง กดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มของอีกที่ ซึ่งไม่ใช่ธนาคารเดียวกัน ปกติทุกเดือนจะให้สิทธิ์กดฟรี
4 ครั้ง แต่ครั้งที่ 5 เป็นต้นไป จะเสียค่ากดเพิ่มขึ้นเป็น 5 บาท จากปกติเสียเพียงแค่ 3 บาท โดยธนาคารไทยพาณิชย์จะเริ่มขึ้นค่าธรรมเนียม ตั้งแต่วันนี้ (10 พ.ค.) เป็นต้นไป ส่วนกสิกรไทยจะมีผลบังคับตั้งแต่วันเสาร์หน้า (17 พ.ค.) ธนาคารอื่นๆ กำลังจ่อขึ้นมา
ยิ่งไปกว่านั้น เฉพาะธนาคารกรุงเทพ ยังได้ปรับเพิ่มค่ากดเงินข้ามธนาคารผ่านเอทีเอ็ม และข้ามสาขาในต่างจังหวัด จากเดิมครั้งละ 20 บาทเป็น 25 บาทต่อรายการอีกด้วย ซึ่งคาดว่าแนวโน้มขึ้นค่ากดเช่นนี้ อาจจะเกิดขึ้นจากธนาคารเจ้าอื่นตามมาในภายหลัง
ว่ากันว่าองค์ประกอบที่ทำให้ธนาคารแต่ละแห่ง ตัดสินใจขึ้นค่ากดเงินในครั้งนี้ สาเหตุหลักคือ ต้นทุน ที่ธนาคารแต่ละแห่งต้องแบกรับภาระดูแลรักษาเครื่องเอทีเอ็มให้พร้อมใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น ค่าไฟฟ้า ที่ปกติธนาคารจะต้องจ่ายควบคู่ไปกับ ค่าเช่าสถานที่ติดตั้ง
ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารข่ายงานของไทยธนาคาร สมเกียรติ ศรีสุวรรณ ออกมากล่าวว่า เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ธนาคารใหญ่ๆ ต้องปรับขึ้นค่ากดเพื่อชดเชยต้นทุน เพราะอย่างเช่นบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด ผู้ประกอบการร้านเซเว่นอีเลฟเว่น กำลังจะปรับขึ้นค่าไฟฟ้าอีก 100% ส่วน รถขนเงิน เพื่อนำเงินสดบรรจุในตู้เอทีเอ็ม ก็มีค่าน้ำมันเพิ่มขึ้น
ขณะที่ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจลูกค้าบุคคลและเครือข่ายบริการ ธนาคารกสิกรไทย วีรวัฒน์ ปัณฑวังกูร ก็กล่าวถึงต้นทุนที่ลูกค้ากดเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม เฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่รายการละ 8 บาท ปัจจุบันธนาคารแบกรับภาระ 4 รายการแรก และรายการที่ 5 จะเรียกเก็บจากลูกค้าเพียง 3 บาท
ที่ผ่านมาได้ขยายสาขา และเครื่องเอทีเอ็มต่อเนื่อง จนตอนนี้ตู้เอทีเอ็มมีตั้ง 4,000 เครื่อง ซึ่งธนาคารต้องการให้ลูกค้ากดเงินจากธนาคารเจ้าของบัตร หากลูกค้าใช้เอทีเอ็มของธนาคารเป็นหลักก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม
เคยได้ยินมาว่า หลักการทำงาน เมื่อเราใช้บัตรของธนาคารหนึ่ง กดเงินสดจากตู้อีเอ็มของอีกธนาคารหนึ่ง ระบบจะส่งคำสั่งผ่านคู่สายไปยังธนาคารเจ้าของบัญชี จากนั้นเมื่อธนาคารปลายทางเจ้าของบัตรรับรู้และหักยอดเงินตรงนั้น จะส่งข้อมูลกลับมายังธนาคารเจ้าของตู้เอทีเอ็ม จึงจะสามารถรับเงินออกมาได้
ปกติต้นทุนค่าคู่สายเพื่อส่งคำสั่งดังกล่าว ทั้งจากธนาคารเจ้าของตู้เอทีเอ็ม และธนาคารเจ้าของบัตร จะมีภาระรวมกับต้นทุนแฝง แต่เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ให้คิดค่าคู่สายมากเกินไป เพราะลูกค้าธนาคารจะได้รับผลกระทบ ทำให้ทุกวันนี้ธนาคารต่างๆ คิดค่าธรรมเนียมต่ำกว่าต้นทุนจริง
ในช่วงข้าวยากหมากแพงยุคนี้ ประชาชนถูกซ้ำเติมอีกครั้ง เพราะนอกจากราคาสินค้าที่ขึ้นราคาจากแต่ก่อน บริการต่างๆ โดยเฉพาะรถประจำทางก็ปรับขึ้นราคาแล้ว ตู้เอทีเอ็มที่ตั้งอยู่เฉยๆ คงหนีไม่พ้นการแห่ขึ้นค่าธรรมเนียม ให้ประชาชนเสียเงินมากขึ้นไปอีก ภาวะการณ์เช่นนี้คงบ่งบอกถึงบริบทสังคมในช่วงที่ราคาเป็นใหญ่ มากกว่าสะท้อนความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์