สวัสดีรอบดึกครับ...

เมื่อคืนท่องเว็ปไปเรื่อย เจอเว็ปลพบุรีเข้า...มีเรื่องราวในอดีตให้ได้ติดตาม แม้จะเพียงสั้นๆ แต่ก็คุ้มค่าหากจะแวะเข้าไปเยี่ยมชมครับ
http://202.28.120.89:81/lopburi_wisdom/index.php/2010-05-23-08-35-38/exprience/220-dong-prayayen เสี้ยวชีวิตของพรานไพรกับผืนป่าดงพญาเย็น

ย้อนไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ครั้งยังไม่มีถนนตัดผ่านไปมาสะดวกอย่างทุกวันนี้ การไปมาหาสู่ระหว่างคนจากภาคกลางสู่ที่ราบสูงอีสานต้องผ่านป่าดิบรกทึบอุดมไปด้วยไข้ป่าและสัตว์ร้ายนานาชนิด เป็นที่ประหวั่นพรั่นพรึงของผู้กล้ำกรายผ่านเข้าไป จึงได้รับการเรียกขานว่า "ดงพญาไฟ" ก่อนจะถูกเปลี่ยนนามเป็น "ดงพญาเย็น" ในสมัยรัชกาลที่ 4 ความลึกลับศักดิ์สิทธิ์ของดงพญาเย็นดำรงเรื่อยมาจนกระทั่งเส้นทางรถไฟกรุงเทพฯตัดผ่านผืนป่าเข้าสู่นครราชสีมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ชีวิตและวัญญาณของป่าใหญ่ก็เสื่อมลง ผู้คนต่างพากันบุกเบิกทยอยเข้าไปมำมาหากินและตั้งบ้านเรือนที่อยู่อาศัย บ้านจงโกในตำบลหนองรี อำเภอชัยบาดาล อาจเป็นบ้านหนึ่งที่ถือกำเนิดขึ้นจากครั้งนั้น
"ผมเกิดเมื่อปี 2464 เวลานั้นสถาพหมู่บ้านยังเป็นป่าดง ไม่มีถนน คนส่วนใหญ่ทำนาทำไร่ ปลูกพริกมะเขือกันเล็กๆน้อยๆแล้วก็เข้าป่าล่าสัตว์"
ตาคง จิตรจำนงค์ คนเก่าแก่แห่งบ้านจงโกใน ถ่ายทอดเสี้ยวชีวิตการหาอยู่หากินเป็นพรานไพรในผืนดินป่าดงพญาเย็นแห่งนี้เมื่อ 80 กว่าปี ก่อนดงจะแตกกลายมาเป็นไร่ข้าวโพดสุดลูกหูลูกตาดังเช่นทุกวันนี้
"รอบๆบ้านเป็นดงพลอง...เป็นป่าโปร่งไม่ทึบ มีไม้แดง ไม้ตะแบก ไม้สวองขึ้นห่างๆ ดงใหญ่ของแถบนี้มีอยู่ด้วยกันสามดง คือดงสมโภชน์ ซึ่งงอยู่ห่างจากบ้านไม่กี่กิโล เป็นดงเสือ ดงช้าง ดงกระทิง ไม้ปกคลุมครึ้มไม่เห็นแม้กระทั่งตะวัน อีกดงเป็นดงพญาเย็น อยู่ฟากเขาพังเหยในเขตนครราชสีมา...ป่าซับลังกาไม่ได้อยู่ในดงนี้ เดิมเป็นดงเดียวกับเดิมเป็นดงเดียวกับดงสมโภชน์...ป่าซับลังกานี่เขามาตั้งชื่อเอาทีหลัง ดงสุดท้ายอยู่แถวกุดตาเพชร-วังเชื่อม เรียกดงเสลี่ยงสาริกา ไก่ป่าแถวนั้นไม่รู้จักคน ยิงได้ง่ายๆ"
"สัตว์ป่ามีเหมือนๆกันทั้งสามดง ไม่ว่าเป็นเก้ง กวาง หมู วัว กระทิง หรือช้าง ควายป่าทางนี้ไม่มีจะมีก็แถวเพชรบูรณ์โน่น สมัยก่อนราวเดือนแปดเดือนเก้า หมดหน้าที่การงานในไร่นาก็ออกเที่ยวดง ช่วงนั้นยังมีฝนอยู่ ออกแกะรอยง่าย ถ้าหน้าแล้งต้องนั่งห้างตามโป่งตามหนองน้ำซับต่างๆ แต่ก่อนคนจงโกไม่กินวัวกินควายกันหรอก กินสัตว์ป่าพวกเก้ง กวาง...เช้าๆแบกปืนออกไปเดี๋ยวเดียวก็คอนเก้งงกลับมาแล้ว"
"ผมเข้าป่าตั้งแต่อายุ 20 ปี เรียนรู้การเป็นพรานจากพ่อแม่และคนเฒ่าคนแก่ แรกๆก็ตามไปเป็นลูกมือนานเข้าก็เก่ง เขาจะสอนวิชาตามรอยสัตว์ ให้เราคอยดูข้างๆซ้ายขวาเสียส่วนใหญ่เพราะสัตว์มันย้อนรอย...เอาคน ถ้าเห็นขี้ให้เอาตีนอังจะได้รู้ว่าสัตว์อยู่ใกล้ไกล หากจะย่องเข้ายิงก็ต้องทิ้งลม (อยู่ใต้ลม) เพราะสัตว์ส่วนใหญ่จมูกดี หูตาไม่สำคัญ และถ้าสัตว์เจ็บ โดยเฉพาะหมู เสือ อย่าตาม ถ้าเป็นวัวเป็นกระทิงให้ตามได้ แต่ต้องระวังเพราะมันจะหลอกพาเราเดินวกไปเวียนมาผ่านรอยเก่า แล้วแอบซุ่มรอ พอเราเข้าใกล้ก็วิ่งใส่เลย ตายมานักต่อนักแล้ว"
"สัตว์ใหญ่ที่ล่าแล้วถือว่ามีฝีมือก็คือ วัวกับกระทิง เสือ ช้าง ผมไม่ล่าแต่เจอยิง ครั้งหนึ่งนั่งห้างอยู่กับผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เสียงปืน บึบ โละละผ่านกิ่งไม้แห้งมาทางห้าง ผมรู้เลยว่าเป็นเสือ เพราะเราฟังเสียงสัตว์เดินจนชำนาญ ดินที่ร่งลงใบไม้ไม่ใช้เสียงดินหุน (ดินปลวก) แน่ พอมันเข้ามาใกล้ๆยิ่งได้ยินเสียงมันหายใจดังฟูดฟาด...แม่นแน่ๆ ผมเอาไฟส่องขึ้นบน แล้วค่อยๆลากลงส่องตามัน...เป็นเสือโคร่งตัวเบ้อเริ่ม มันรีบหมอบลงกับพื้น ตอจ้องไฟ เอาหางตีพื้นดินดังปุๆ ทำท่าจะกระโดดเอาเราแล้ว ผมเลยยิงใส่หัวมัน โดนเข้าไปลูก ลากขาหนีเข้าดงไป เราไม่อาจตามมัน เสือบางครั้งร้องล้อกวาง พอกวางร้องเป็น มันร้องเป็น แต่ถ้าชำนาญฟังดีๆ จะรู้ว่าเสียงต่าง กวางเสียงแหลม แต่เสือเสียงป้านเสือแถวนี้มีหลายชนิด อย่างเสือบองตัวมีจุดดำจุดขาวใหญ่กว่าแมว ชอบกินหมาตามบ้าน กินหมู กินวัวในคอกได้เลย แต่ต้อวตัวน้อยๆ ถ้ากินวัวกินควายแม่ต้องเสือโคร่ง ที่เคยมากัดวัวผมขนาดแปดศอก หางเท่าแขน เสือปลาก็มีตัวเล็กๆเท่าแมวเท่าหมา เรียกแมวเซา...จุดตายของสัตว์อยู่ที่หัวใจ ต้องยิงที่ขาหน้าตรงซอกรักแร้แดงๆพอมันก้าวขาเปิดก็ยิงตรงนั้นเลย ตรงหัวเข้าหัวคิ้วไม่ค่อยยิงกันถ้าไม่ใกล้จริงๆ เพราะอาจไม่เข้าจุดตาย"
เมื่อซักถามถึงผีสางนางไม้และข้อห้ามยางเข้าป่าเข้าดง "ไม่มีผีสางนางไม้ มีแต่ผีโป่งกับผีโป่งค่าง...มันไม่เหมือนกัน ผีโป่งมันแรงร้ายกาจกว่า พวกนั่งห้างเฝ้าโป่งนี่ต้องระวัง มันจะมาหลอกคนนั่งห้าง แปลงตัวเป็นคนรู้จักมาเรียกให้ตามไป พอเราลงถึงดินก็กินเลย อย่างเมียเราท้อง มันแปลงตัวเป็นคนรู้จัก ร้องเอ๊ย เมียมึงเจ็บท้องเขาให้มาตาม ถ้าลงมาก็เรียบร้อยแต่ไม่ใช่เสือสมิงนะ ส่วนผีโป่งค่างชอบดูดเลือดคนเป็นค่างธรรมดานี่แหละ แต่เป็นค่างแก่ที่หากินไม่ได้แล้ว มันอาศัยดูดเลือดพวกมันเองกับดูดเลือดคนยามเผลอหลับ มันชอบมาเวลากลางคืน ผมเคยเห็นที่ซับตะเคียน ซับงูเหลือม ในดงสมโภชน์ มันกระโดดไปมาเยี่ยวใส่โซ่ซ่าเขาว่าใครถูกเยี่ยวมันจะง่วงเพื่อพ่อผมคนหนึ่งแกเคยจับได้ เล่าว่านั่งห้างอยู่ได้ยินเสียงมันมา จึงทำเป็นหลับเฉย มันก็กระโดดไปมาเอาหูมาแมะกับหูเราเพื่อดูว่าหลับสนิทหรือยัง ถ้าหลับสนิทแล้วมันจะดูดนิ้วมือนิ้วตีนเรา ถ้าดูดได้เราก็ตายแต่ไม่ตายในทันที เลือดออกมากจนหมดถึงตายแกเล่าว่าพอผีโป่งค่างไม่ระวังก็รวบขามันฟาดเอากับต้นไม้ใช้มีดฟันจนเละ ผีโป่งค่างถ้าร้องโป๊กๆแสดงว่ายังไม่แก่เท่าไร หากร้องป๊อกๆเจี๊ยกๆแสดงว่าแก่สุด พรานแต่ก่อนมีวิธีป้องกันโดยเอาขี้ครั่งจุดไฟ พอมันได้กลิ่นก็จะหนีไป หรือหากจะหลับนอนให้เยี่ยวใส่นิ้วมือนิ้วตีนตัวเอง มันจะไม่มากวนเพราะเหม็น"
"เมื่อออกป่าวันแรกๆ พรานใหญ่จะไม่ให้ด่วนเอาหมูเอาเก้งเพราะเราต้องการแต่สัตว์ใหญ่ อย่างได้วัวได้กระทิงตัววเดียวก็โชคใหญ่แล้วถ้ามัวไปเอาสัตว์น้อยป่ามันจะแตกสัตว์อื่นจะหนีไปป่าอื่นหมด แต่หากเข้าดงแล้วกลับออกมายังไม่ได้สัตว์ใหญ่เลย ก็หาติดไม้ติดมือมาให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นลิง ค่าง บ่าง ชะนี เอาหมดไม่เลือก...เมื่อยิงสัตว์ได้จะแบ่งปันกันไม่มีซื้อขาย หน้าแล้งก็ทำเนื้อแส้ตากแห้งในป่าเลย ถ้าเป็นหน้าฝนทำร้านย่างแล้วขนกลับ บางทีขนกลับไม่ไหวยังทิ้งเลย ส่วนแบ่งของพรานที่ยิงได้ถ้าเป็นวัวหรือกระทิงได้จ่อม (ไส้) ตับ สันใน หัว หนังและเขา ส่วนที่เหลือก็แบ่งกัน แต่ถ้าได้เก้ง กวาง ละมั่ง พรานได้หัว เขา จ่อม นอกนั้นเนื้อแบ่งเท่าๆกัน"
ก่อนลากลับหลายคนออกปากชื่นชมกับการเป็นพรานใหญ่ของตาคง แต่ตาคงกลับตอบว่า "ผมไม่ใช่พรานใหญ่ แต่ออกป่าล่าสัตว์เท่านั้น พรานใหญ่จริงต้องมีวิชา มีครูบาอาจารย์ ใครอยากเรียนต้องทำพิธีไปขอเรียนคาถาอาคมจากเขา ผมไม่ได้เรียน พรานต่อพรานเมื่อเจอกันยังต้องเคารพ เพราะดีไม่ดีทำให้ไม่ได้ยิงอะไรเลย เขาผูกป่าไว้จึงต้องมีวิชาแก้ พรานใหญ่แถวนี้ได้แก่ พรานเทศ สระแก้ว แกยิงสัตว์ทุกอย่าง ทั้งหมู่บ้านนี่ เอาหนังที่แกยิงมาปกคลุมได้หมด ว่ากันว่าปืนแกดังเมื่อไร ไม่มีรอดไม่มีซ้ำ ยิงแม่นจริงๆ อีกคนชื่อพรานเจิม อยู่หนองยายโต๊ะ แกนั่งห้างว่าคาถาเรียกสัตว์มาได้...พรานชาวกรุงก็เข้ามาล่า ส่วนใหย่มาเลาะเอาแถวถนน ไม่เข้าดงทึบ ใช้รถจิ๊บขับไล่สัตว์ส่องไฟสปอตไลต์ ยิงด้วยปืนติดกล้องสัตว์พวกนี้ไม่หนี เบิ่งดูไฟเฉย เขาล่าเป็นกีฬา...หัว เขา ติดหน้ารถกลับไปเลย"
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : สุดารา ดุจฉายา. ลพบุรี-ถิ่นฐานของนักบุกเบิกและปากประตูของดินแดนที่ราบลุ่มภาคกลาง, เสี้ยวชีวิตของพรานไพรกับผืนป่าดงพญาเย็น. ลพบุรี. สำนักพิมพ์สารคดี, 2552.
แก้ไขล่าสุด (วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม 2010 เวลา 00:42 น.)