ทำไมชาวนาไทยยังยากจน

<< < (45/58) > >>

สหายเล็กน้อย:
อ้างจาก: BIG BERETTA ที่ มกราคม 07, 2011, 06:59:58 PM

    ::008:: ผมกล่าวถึงระดับโลกดีกว่าเพราะข้าวเราส่วนใหญ่จะส่งออก :DD เรื่องก็คือ    เพื่อบ้านเราซึ่งเป็นคู่แข่งรายใหญ่ๆ มีหลายประเทศครับ ทั้งจีนและเวียตนาม เราจึงเล่นตัวไม่ได้ เคยมีคนคิดรวมกลุ่มเพื่อการต่อรองที่เข้มแข็งระดับโลก แต่จีนก็ไม่เล่นด้วย ปัจจุบันเราจึงต้องนำข้าวสารจำนวนมาก ไปแลกกับน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนน้อย ::004::


... ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด ... ข้าวไทย ส่วนใหญ่ จะใช้บริโภคภายในประเทศ ... ที่เหลือค่อยส่งออก ...  ::014::

สหายเล็กน้อย:
อ้างจาก: aniki รักในหลวง ห่วงใยแผ่นดิน ที่ มกราคม 08, 2011, 07:54:27 AM

ขอตอบเป็นโพสที่2  ตามกระทู้ที่ถาม  และประสบการณ์ที่เจอมาเมื่อเทียบกับเมืองไทยและญี่ปุ่น  สรุปได้คำเดียวคือ
....รัฐไม่สนใจ ชาวเกตรกรครับ  
ถ้ารัฐ.ให้ความสำคัญ  จะมองปัญหาออกและแก้ไขได้ครับ

... อันนี้ น่าสนใจครับ ...เป็น ...
... รายงานประจำเดือน ประมวล วิเคราะห์สถานการณ์ และ แนวโน้มข้าวไทย ... รวบรวมและจัดทำโดย นายสุรัตน์ โชคประจักษ์ชัด และคณะสมาคมโรงสีข้าวไทย ( พฤศจิกายน 2553) ...

10 ข้อด้อยข้าวไทย(07 ต.ค.53)

  นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลศึกษา ทางรอดข้าวไทยเพื่อการแข่งขันในตลาดอาเซียนว่า พบข้อด้อย 10 ข้อ ของข้าวไทยที่ทำให้สู้ข้าวเวียดนามไม่ได้ ประกอบด้วย

  1.เวียด นามมีผลผลิตต่อไร่สูงกว่าไทย โดยปี 53/54 เวียดนามผลิตข้าวได้ 862.4 กก.ต่อไร่ สูงเป็นอันดับ 4 ของเอเชีย รองจากเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน และสูงเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน ขณะที่ไทยผลิตข้าวได้ 448 กก. ต่อไร่ เป็นอันดับ 13 ของเอเชีย และอันดับ 7 ของอาเซียน อีกทั้งไทยมีผลผลิตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 594.6 กก.ต่อไร่ และต่ำกว่ากัมพูชาอีก
ทั้งนี้จุดอ่อนต่อมา
  2.ต้นทุนผลิตข้าวเวียดนามต่ำกว่าไทย 16.5% แต่ได้กำไรสูงกว่า 67%
  3.เวียดนามส่งเสริมให้ชาวนาใช้นโยบาย 3 ลดปริมาณเมล็ดพันธุ์ การใช้ ปุ๋ยเคมี และใช้ยาปราบศัตรูพืช ขณะเดียวกันให้ 3 เพิ่ม ได้แก่ เพิ่มผลผลิต คุณภาพ และกำไร
  4.ไทยสูญเสียตลาดส่งออกข้าวในอาเซียนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 48 อาทิ ฟิลิปปินส์ที่ย้อนหลัง 5 ปี เวียดนามส่งออกข้าวมากกว่าไทยแล้ว 23 เท่า
  5.ราคาข้าวเวียดนามถูกกว่าไทยอย่างต่อเนื่อง โดยปี 48 ข้าวไทยสูงกว่าเวียดนาม 30 ดอลลาร์สหรัฐแต่ปี 52 ราคาข้าวเพิ่มเป็น 123 ดอลลาร์สหรัฐ
  6.วิธีการทำตลาดเวียดนามใช้การทำตลาดแบบทีมเดียว โดยรัฐทำหน้าที่การตลาดและเจรจาขายแบบรัฐต่อรัฐ(จีทูจี) ส่วนเอกชนทำหน้าที่ส่งออก ทำให้ขยายตลาดส่งออกนอกอาเซียนได้เพิ่มขึ้น ทั้งฮ่องกง ออสเตรเลียและไต้หวัน
  นอกจากนี้
  7.เวียดนามยังเน้นความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการผลิตข้าวและแปรรูปสินค้าข้าว โดยตั้งบริษัทร่วมทุนกับกัมพูชา และเตรียมร่วมมือกับพม่าต่อไป
  8.รัฐให้การอุดหนุนลดต้นทุนการผลิต ทั้งยกเว้นภาษีค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ย และตั้งกองทุนช่วยเหลือ
  9.รัฐบาลเวียด นามประกาศช่วยเหลือชาวนาบังคับให้พ่อค้าคนกลางเหลือกำไรให้ชาวนาอย่างน้อย 30% ของต้นทุนและจะมี เป้าหมายเพิ่มอีก 2.5-3 เท่าของต้นทุน
  และ
  10.รัฐบาลเวียดนามเพิ่มการลงทุนตั้งตลาดค้าข้าวและคลังสินค้าในต่างประเทศ ซึ่งทำแล้วในฟิลิปปินส์ แทนซาเนีย กานา แอฟริกาใต้ และพม่า

  นายอัทธ์กล่าวว่า เวียดนามทำตลาดเชิงรุกมาตลอดจึงทำให้ 5 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ส่วนแบ่งการส่งออกข้าวเวียดนามในอาเซียนเพิ่มต่อเนื่องจาก 47% เป็น 59.9% หรือเพิ่มขึ้น 12% ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดข้าวไทยลดลงจาก 49.5% เหลือ 39.6% หรือลดลง 10% ซึ่งหากรัฐบาลไม่เร่งแก้ไขและปรับปรุงจุดอ่อน จะทำให้อีก 10 ปีข้างหน้า หรือปี 63 การ ส่งออกข้าวไทยจะถดถอย ปริมาณส่งออกลดลง 14% หรือไม่เกิน 5.6 ล้านตัน จากปัจจุบัน 9.5-10 ล้านตัน ขณะที่เวียดนาม จะเพิ่ม 25% หรือจาก 6 ล้านตัน เป็นกว่า 7.5 ล้านตัน แซงหน้าไทยไปในที่สุด
  นายสุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรม การมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า พบปัญหาน่าห่วงต่ออาชีพเกษตรกรชาวนาไทย มีจำนวนลดลงต่อเนื่องเหลือเพียง 9% เมื่อเทียบกับประชากรทั้งประเทศต่างจาก อดีตที่เคยสูงถึง 40% เพราะที่ผ่านมาไทย มุ่งพัฒนาภาคอุตสาหกรรมจนดึงแรงงานภาคเกษตรเข้ามามาก และหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป จะทำให้ภาคเกษตรกรรมและชาวนาอ่อนแอ และกระทบต่อฐานะไทยในการเป็นแหล่งอาหารของโลก ขณะเดียวกันเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่น ที่รัฐบาลของประเทศญี่ปุ่นมีความเข้าใจและดูแลเกษตรกรในประเทศอย่างเต็มที่ ทำให้เกษตรกรของญี่ปุ่นมีคุณค่ามากและมีคุณภาพชีวิตที่ดี



http://www.thairicemillers.com/images/stories/November53/oct%202010web.pdf

สหายเล็กน้อย:
.... สถานการณ์ข้าวรายเดือน ... ราคาข้าวประจำเดือน ... รายงานจาก .... เว็ปไซต์สมาคมโรงสีข้าวไทย ... ครับ ...   ::014::

http://www.thairicemillers.com/index.php?option=com_content&task=view&id=1366&Itemid=58

pehtor:

อ้างจาก: mongkol ที่ มกราคม 06, 2011, 02:43:56 PM

1.ประเทศไทยเป็นมหาอำนาจทางด้านพลังงาน คือพลังงานมนุษย์(ข้าว-ปลา-อาหาร) ทำไมต้องไปก้มหัวให้กับชาติน้ำมัน

ข้าวกับน้ำมันไม่เหมือนกันอย่างครับ ข้าวปลูกมาแล้ว ถ้าไม่ขายต้องหาที่เก็บ เก็บไว้นานก็มีเน่าเสียได้ ต้องเสียค่าโกดังเก็บ แถม รอบของการทำนาแค่สี่เดือน ถ้าไม่รีบขาย มีเวลาอีกแค่สี่เดือน ก็จะมีข้าวชุดใหม่ออกมาอีกรอบ ต้องรีบระบายของเก่า ทำให้อำนาจต่อรองเราต่ำ คนซื้อเขาก็อยากได้ของถูก ถ้าเขาอ่านได้ว่ายังไงเราก็ต้องขาย เขาก็จะรอซื้อของถูก ถ้าเราไม่ขายอยู่ประเทศเดียว แต่เวียดนาม จีน อินโดขาย พอประเทศที่ซื้อได้ของไปแล้ว ดีมานด์มันก็หายไป ทีนี้จะไปขายใคร สุดท้ายต้องยอมขายถูกอยู่ดี เผลอๆก็ต้องขายถูกกว่าเดิมด้วยซ้ำ จะห้ามชาวนาไม่ให้ปลูกข้าวก็ไม่ได้
        แต่น้ำมันไม่เหมือนตรงที่ว่าน้ำมันมันอยู่ใต้ดิน จะใช้เท่าไรก็ขุดออกมาเท่านั้น ไม่ต้องเสียค่าเก็บ เขาสามารถกำหนดซัพพลายเองได้ อันนี้เขาไม่ขายก็ไม่เดือดร้อน เพราะยังไงก็ขายได้อยู่แล้ว
ฝากคำถามให้ได้คิดซักข้อครับ ทำไมเวลามีข่าวว่าน้ำมันแพง ประเทศกลุ่มโอเปคถึงต้องออกมาประกาศว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อให้ราคาน้ำมันถูกลง ทั้งๆที่น้ำมันแพงเขาน่าจะชอบ เพราะขายได้เงินเยอะขึ้น แต่ทำไมบ้านเราขายของได้ยิ่งแพงเท่าไรยิ่งดี ยิ่งแพงยิ่งชอบ
2.พ่อแม่ผมเป็นเกษตรกร แต่ผมไม่เคยเห็นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรเข้าไปเยี่ยมหรือให้คำแนะนำแม้แต่ครั้งเดียว(มีแต่ ธกส.ไปทวงหนี้)

ผมว่าอาชีพอื่นๆก็เป็นเหมือนกันครับ ไม่เฉพาะเกษตรกรหรอก เรื่องจะรอความช่วยเหลือจากภาครัฐ อันนี้หวังยากครับ ที่จริงควรพึ่งตัวเองให้ได้ก่อน ถ้ามีความช่วยเหลือจากภาครัฐก็จะยิ่งดีขึ้น แต่ถ้าไม่มีเราก็ต้องอยู่ได้ด้วยตัวเองก่อน  จริงๆแล้วความช่วยเหลือจากภาครัฐก็มีอยู่แล้ว พวกเงินกู้ กองทุนหมู่บ้านเอย SMLเอย ธกส.ก็กู้ดอกเบี้ถูกกว่าปกติอยู่แล้ว ไหนจะโครงการรับจำนำ ประกันราคา ประกันรายได้ให้เกษตรกร บางคนบอกว่าไม่พอ แต่ก็ต้องมองอาชีพอื่นด้วยว่าเขาได้อะไรกันมั้ง
ไม่ใช่ว่าการช่วยเหลือจากภาครัฐไม่ดีครับ แต่ต้องดูด้วยว่าสิ่งที่ทำคุ้มค่าแค่ไหน ผลกระทบที่ตามมาคืออะไร ยกตัวอย่างโครงการประกันรายได้ให้เกษตรกร ถ้าเกษตรกรขายข้าวได้ต่ำกว่าราคาประกัน ก็มารับเงินส่วนต่างได้จากรัฐ อันนี้ก็ดีครับ เพราะเขาต้องการให้เกษตรกรอยู่ได้ อย่างน้อยก็ไม่ขาดทุน แต่ข้อเสียคือ เป็นการปลูกฝังค่านิยมที่ผิด ทำยังไงก็ได้เงินเท่ากัน จะทำออกมาแย่แค่ไหนก็ได้เงินเท่ากันอยู่ดี  คนที่ทำผลผลิตออกมาให้ได้คุณภาพดีก็จะไม่มีใครทำ เพราะต้นทุนสูงกว่า ใช้เวลามากกว่า สู้ทำๆไปเอาง่าย ขายไม่ได้ราคาก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็ได้ส่วนต่างจากภาครัฐอยู่ดี พอข้าวทำได้ พืชอื่นก็ขอมั่ง  อีกหน่อยสินค้าจากประเทศไทยก็จะมีคุณภาพต่ำลงเรื่อยๆ ทำให้เราแข่งขันในระดับโลกลำบาก ประเทศอื่นเขาก้าวไปข้างหน้า แต่ไทยเราก้าวถอยหลัง เพราะนโยบายของรัฐออกมาฆ่าตัวเอง ฆ่าตลาดของตัวเอง นโยบายข้าวแพงรัฐต้องใช้เงินเป็นแสนล้านเพื่อจำนำข้าว แต่เวียดนามพลอยได้อานิสงค์จากราคาข้าวแพงไปด้วย โดยไม่ต้องทำอะไรเลย แล้วเราก็ไปห้ามประเทศอื่นไม่ให้ซื้อเวียดนามไม่ได้ด้วย  เพราะเขาขายถูกกว่าเรา
     ที่ถูกคือต้องไปสอนให้เกษตรกรเพิมมูลค่าสินค้าให้ตัวเอง อย่างการใช้ปุ๋ยให้ถูกวิธี การทำเกษตรชีวภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า การเลือกพันธุ์ให้ได้ผลผลิตดีตรงตามความต้องการของตลาด การที่เราอยากขายสินค้าให้ได้ราคาดีๆ สินค้าเราต้องดีก่อน  ไม่ใช่ว่าอยากจะขายให้ได้แต่แพงๆ แต่ไม่สนใจจะควบคุมคุณภาพ ใครมั่งอยากซื้อของคุณภาพต่ำ แต่ราคาสูง

3.เกษตรกรลองผิดลองถูกล้มลุกคลุกคลานไปตามยถากรรมจนบางครั้งประสบความสำเร็จ ก็จะมีบาง(หรือหลาย)หน่วยงานแบกป้ายมาปัก-ทำท่าแนะนำ-ถ่ายรูป-แล้วรายงานว่าเป็นผลงานของตนเอง

อันนี้ตอบได้แค่มันเรื่องของเขาครับ ช่างเขา มันก็ไม่ทำให้เราเสียอะไรไม่ใช่เหรอ ถ้ามองในแง่ดี จะได้เป็นการประชาสัมพันธ์ วิธีของคนที่ประสบความสำเร็จให้เกษตรกรคนอื่นได้ทำตามคนที่ประสบความสำเร็จ จะได้ไม่ต้องลองผิดลองถูก

4.เม่ือยางพาราราคาดีชาวบ้านก็เปลี่ยนที่นาเป็นสวนยาง  เมื่อมังคุดกิโลละร้อยกว่าบาทชาวสวยนก็โค่นยางพาราแล้วปลูกมังคุด เม่ือปาล์มน้ำมันราคาแพงชาวสวนก็โค่นลองกองมาปลูกปาล์มน้ำมัน และอื่นๆ อีกมากมาย ทำไมจึงไม่มีแนวทางที่ชัดเจน
ทำไม????????????????????????

อันนี้ผมก็สงสัยเหมือนกันครับว่าทำไมเกษตรกรถึงยอมทำอะไรแบบนั้น สวนยาง สวนสัก สวนมะม่วงปลูกมาสี่ห้าปี เริ่มจะให้ผลผลิตได้แล้ว ถึงยอมโค่นเพียงเพราะแค่ว่าราคามันไม่ค่อยดี พืชอื่นดีกว่า ทำไมไม่ลองหาวิธีเพิ่มผลผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้า หรือหาตลาดใหม่ๆก่อน ใช้ทรัพยากรที่เรามีอยู่ให้เต็มที่ก่อน ก่อนที่จะลงทุนใหม่ หรือถ้าพืชอื่นมันราคาดีกว่าจริงๆ แทนที่จะโค่นหมด ก็แบ่งพื้นที่ทำเอา มีทั้งสวนสัก ปลูกอ้อย ปลูกข้าว ปลูกถั่ว ลองกอง มะม่วง ลำไย มังคุด กล้วย  ขนุน จะได้มีผลไม้ขายได้ตลอดปี แล้วไม่ต้องไปเสี่ยงกับพืชชนิดเดียว ถ้าราคาดีก็ดีไป ถ้าราคาไม่ดีก็ยังมีพืชอื่นทำกำไรได้อยู่ อันนี้ผมว่าต้องไปแก้ที่ตัวเกษตรกรมากกว่า 

submachine -รักในหลวง-:
มิติใหม่วงการข้าวครับ



ข้าวไผ่เป็นข้าวผสมข้ามสายพันธุ์ ที่เกิดจากการผสมข้ามระหว่าง ข้าว และ ไผ่ ครับ ไม่ใช่ข้าวลูกผสม ไฮบริด
ระหว่างข้าวด้วยกันเอง เป็นการคิดนอกกรอบที่ออกจะน่าทึ่งของนักวิชาการเกษตรจีนนายหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันได้
รับการขนานนามเป็น บิดาแห่งข้าวไผ่ เรียบร้อยโรงเรียนจีนไปแล้ว ข้าวไผ่ นี้ได้รับการเปิดตัวในงานสังสรรค์
แลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเกษตรครั้งที่ 5 ที่จัดขึ้น ณ. เมือง จี่หนาน (济南) มณฑล ซานตง (山东)
ทางตอนเหนือของประเทศจีน เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2007 จากการนำเสนอของโรงเรียนเกษตรกรรม ไหมเจา
หนงแอย๊ะเซวียะเซี่ยว (梅州农业学校) และนักวิชาการเกษตรนามว่า จง จางไหม่ (钟章美) ผู้ทำการผสมพันธุ์
ข้าวไผ่ 2 สายพันธุ์ คือ จู๊ต้าว 966 และ จู๊ต้าว 989 (竹稻 966 竹稻 989) คุณ จง จางไหม่ เป็นเจ้าหน้าที่นัก-
วิชาการเกษตรที่เกษียณจากหน้าที่การงานแล้ว ในวัย 70 นี้ยังคงทำงานวิจัยนี้ในศูนย์วิจัยข้าวไผ่ที่ตั้งอยู่ใน
หมู่บ้าน อ่ายหลิง (霭岭村) อำเภอ เจียวหลิง (蕉岭县) อย่างต่อเนื่อง  คุณ จง จางไหม่ สังเกตุเห็นถึงลักษณะ
ธรรมชาติของต้นไผ่นั้นมีความคงทนต่อสภาพแวดล้อมและภูมิ อากาศที่กว้างขวาง ทนอากาศหนาวเย็น ทน
อากาศร้อน แห้งแล้งได้ดี ทนน้ำท่วมขัง ทนทานทั้งโรคและแมลงได้เป็นอย่างดี มีระบบรากที่หนาแน่น ปลูก
ที่ไหนก็งอกงามที่นั่น จึงมีความคิดในการที่จะนำเอาคุณสมบัติของต้นไผ่มารวมไว้ในต้นข้าว ซึ่งงสามารถนำ
ไปปลูกในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ เช่นตามไหล่เขาเป็นต้น จากความมุนานะพยามยามกว่าสิบปี จึงประสบกับ
ความสำเร็จในการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่าง ไผ่ กับ ข้าว ได้สำเร็จ


    ในปี 1971 จง จางไหม่ เริ่มทำการวิจัยทดลองโดยการปลูกข้าวสายพันธุ์หนึ่งเป็นแม่พันธุ์ และปลูกไผ่ไว้
กอหนึ่ง ตระเตรียมให้ต้นไผ่ออกดอกตรงกับระยะเวลาที่ต้นข้าวแทงช่อดอก  โดยวิธีทรมานต้นไผ่ให้อดน้ำ
ขาดอาหารจนต้นไผ่เจียนตาย (ต้นไผ่จะไม่ออกดอก ถ้าไม่ประสบพบความแห้งแล้งจนถึงขั้นวิกฤต เพื่อเตรียม
การสืบพันธุ์ด้วยเมล็ดต่อไป) แล้วให้ปุ๋ยให้น้ำจนกระทั่งต้นไผ่ออกดอกในระยะเวลาเดียวกันกับที่ต้นข้าวแทง
ช่อดอก จึงทำการผสมเกษรจนได้เมล็ดข้าวไผ่ที่สมบูรณ์จำนวน 3 เมล็ด จากการนำเมล็ดข้าวไผ่ที่ได้ทั้ง 3
นี้ไปทำการเพาะ ได้ต้นกล้า 3 ต้น แต่เฉาตายไป 2 ต้น คงเหลือที่เติบโตได้ดีเพียง 1 ต้น เป็นถือเป็นข้าวไผ่
รุ่นที่ 1 ที่เกิดจากการผสมระหว่างข้าวเคอเฉิน (科程) เป็นต้นแม่ และไผ่เขียวชิงจู๊ (青竹) ชนิดหนึ่งเป็นต้น
พ่อ ต้นข้าวไผ่ที่เหลือเพียงต้นเดียวนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับต้นไผ่ แตกใบตามข้อ จนกระทั่งอายุได้ 549 วัน
จึงแทงช่อดอกให้เห็น แต่ทว่าไม่ติดเมล็ด จึงทำการตัดทิ้งไป บำรุงเลี้ยงดูจนเวลาผ่านพ้นไป 736 วัน ข้าวไผ่
กอนี้จึงแทงช่อดอกอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ให้เมล็ดข้าวไผ่ที่สมบูรณ์ถึง 136 เมล็ด ปีถัดมา จง จางไหม่ จึงนำ
เมล็ดข้าวไผ่ทั้งหมดไปปลูกลงแปลงนา แต่งอกเพียง 80 ต้นเท่านั้น ในปี 1976 เดือนธันวาคม จง จางไหม่
ได้นำเมล็ดข้าวรุ่นที่ 2 นี้กลับไปยังศูนย์วิจัยจังหวัด เจียวหลิง (蕉岭县农科所) ดำเนินการปรับปรุงพันธุ์ข้าว
เรื่อยมาจนกระทั่งถึงปี 1993 ทำการผสมพันธุ์ข้าวไผ่ได้ถึงรุ่นที่ 13 จากระยะเวลาเก็บเกี่ยว 700 กว่าวัน หดสั้น
ลงเหลือ100 วันเศษๆ ซึ่งมีอายุเก็บเกี่ยวไล่เรี่ยกับพันธุ์ข้าวทั่วๆไป ปี 2000 จง จางไหม่ ได้ผสมปรับปรุงพันธุ์
ข้าวไผ่ที่มีกรรมพันธุ์คงมั่นอยู่ตัวแตกต่างกันหลาย ลักษณะ



     ปี 2003 จง จางไหม่ ได้นำเมล็ดข้าวไผ่ทั้งหมดไปมอบให้โรงเรียนเกษตรกรรมอันเป็นสถานศึกษาที่ตนเอง
ได้สำเร็จการเรียนมา เพื่อให้ทางโรงเรียนได้ทำการวิจัยทดสอบในเชิงลึกต่อไป ปี 2004 ด้วยความร่วมมือของ
โรงเรียนเกษตรกรรม ไหมเจาหนงแอย๊ะเสวียะเซี่ยว (梅州农业学校) กับ สำนักงานวิชาการเมือง ไหมเจาสื้อ
(梅州市科技局) ทำการทดสอบปลูก ข้าวไผ่ ในพื้นที่ทดลอง 320 โหม่ว (133 ไร่) รวมทั้งไร่นาของเกษตรกร
12,000 โหม่ว (5,000 ไร่) ผลผลิตที่ได้อยู่ระหว่าง 500 ~ 600 กิโลกรัม / โหม่ว (1,200 ~ 1,440 กก. / ไร่)
บางแห่งได้ถึง 800 กิโลกรัม / โหม่ว (1,920 กก. / ไร่) คุณสมบัติพิเศษของข้าวไผ่นี้มิได้ให้ผลผลิตที่สูงเท่านั้น
แต่ยังมีคุณสมบัติที่ดีเยี่ยมอีกด้วย ข้าวที่หุงสุกมีกลิ่นหอมของไผ่อ่อนๆ มีประกายมันวาว เนื้อนุ่ม อร่อยลิ้น ขณะนี้
ทางรัฐบาลท้องถิ่นได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกกันขนานใหญ่ เนื่องจากเป็นข้าวพิเศษที่แตกต่างจากข้าวโดย
ทั่วไป ขณะนี้ทางมณฑลอื่นๆต่างได้ขอพันธุ์ข้าวไผ่ไปปลูกยังท้องที่ของตนเอง เพื่อปรับปรุงพัฒนาพันธุ์ให้
เหมาะสมกับพื้นที่นั้นๆ


จง จางไหม่ กับกอข้าวไผ่ที่ได้ผสมปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมา (กระถางหน้า)




ข้าวไผ่ 989 ที่เป็นข้าวสาร (ซ้าย) และข้าวสวย (หุงแล้วด้านขวา)




จากhttp://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=24475.0

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว