...ลองดูครับ อาจจะพอช่วยในการทำความเข้าใจกับระบบ 36 System ได้บ้าง...
What is System 36? The System 36 format is a modified version of a Stableford tournament. Stableford like points are accumulated based on gross scores and the sum of the points earned are subtracted from 36 to determine a golfer's handicap.
Points are earned as follows :
Double Bogey 0 points
Bogey 1 point
Par 2 points
Birdie 2 points
Eagle 2 points
Albatross 2 points
The winner is the competitor who scores the lowest net score. For example, if a golfers gross score is 90 with 7 pars, 9 bogies and 2 double bogies the golfers net score is computed as follows :
Gross Score 90
Points 23 (7 * 2, + 9 * 1)
Handicap 13 (36 - 23)
Net Score 77
...อีก Version นึงครับ...
SYSTEM 36 System 36 is a method of handicapping a tournament when many competitors simply don't carry a true handicap issued by a recognized authority. This particular handicapping method is popular in the Asia Pacific region and finds use in corporate outings and benefit tournaments.
System 36 generates a temporary handicap for use just during that event.
Here is how it works:
For each player, assign "handicap reduction points" for each hole as follows:
RESULT POINTS
DOUBLE EAGLE 2
EAGLE 2
BIRDIE 2
PAR 2
BOGEY 1
DOUBLE BOGEY 0
TRIPLE EAGLE 0
Those figures are not misprinted! Everything better than a bogey receives precisely two points. Everything worse than a bogey receives no points.
Subtract the point total for each player from 36.
The result is that player's number of handicap strokes for the round. Apply handicap strokes as you would normally depending upon the competition format. Click here to learn how to distribute handicap strokes during Stableford play.
Generally, System 36 is used in Stroke Play and Stableford formats only.
Stableford competitions tend to encourage risky play because big mistakes are not penalized as harshly as good results are rewarded. However, this feature of Stablefords is nullified when System 36 is employed. System 36 rewards players who shoot birdies and penalizes players who shoot triple-bogeys or worse. For stroke play competitions, it makes no difference whether a player shoots a par, bogey or double-bogey on a hole because System 36 renders those results all the same. You need birdies or better while simultaneously avoiding triple-bogeys or worse to win a System 36 in stroke play.
Answer System 36
This system is ideal for tournaments with fields of players with average skills. The handicap is determined in two steps. First, for every hole scored par or better, 2 points are added and for every bogey, 1 point is added. Second, the total number of points is subtracted from 36, yielding the adjustment for the round. With the maximum adjustment of 36, novice golfers will not be competitive.
Par 4 4 3 5 4 4 5 3 4 4 3 5 4 4 3 4 5 4 4 72 Score 4 6 4 5 3 5 3 3 5 6 5 6 4 4 3 6 4 4 5 84 Points 2 0 1 2 2 1 2 2 1 0 0 1 2 2 2 0 2 2 1 25
In this System 36 example, subtract 25 from 36 to yield the adjustment of 11. The net score for the round is 84-11 = 73.
...Version ภาษาไทยครับ...

36 System
ระบบ 36 ซิสเต็มนั้นเป็นระบบที่ค่อนข้างได้รับความนิยมพอสมควรในการคิดคะแนนในการแข่งขันระดับสมัครเล่น แต่ก็มีข้อเสียอยู่คือ เมื่อนักกอล์ฟที่เล่นระบบนี้จนชำนาญหรือรู้วิธีการคิดแต้มต่อแล้วก็จะสามารถที่จะกำหนดแต้มต่อของตัวเองหรือกำหนดไฟล์ของตัวเองได้ อย่างเช่นนักกอล์ฟที่มีฝีมืออยู่ในไฟล์ทเอเมื่อเล่นมาจนถึงหลุม 16 ทำมา 2 เบอร์ดี้ 7 โบกี้ที่เหลือทำพาร์หมด ก็เท่ากับมีแต้มต่ออยู่ที่ 7 ถ้านักกอล์ฟท่านั้นคิดว่า ถ้าเล่นในไฟล์ทเอ อาจจะไม่ได้รับถ้วยรางวัลในหลุมที่เหลือก็ทำโบกี้หมดแต้มต่อก็จะเพิ่มมาอีก 3 แต้ม รวมแต้มต่อทั้ง 18 หลุมจะเท่ากับ 10 ก็จะไปอยู่ในไฟล์ทบี โดยอัตโนมัติ ซึ่งทำให้นักกอล์ฟที่มีฝีมืออยู่ในไฟล์ทบีนั้นหมดโอกาสที่จะได้รับรางวัล
ระบบ 36 ซิสเต็มเป็นระบบคิดแต้มต่อที่เหมาะสมสำหรับผู้คนกลุ่มใหม่ที่แข่งขันเพียงครั้งเดียวก็จบสิ้น เช่น กอล์ฟการกุศล เป็นการคิดที่ค่อนข้างยุติธรรมได้ผลเป็นจริงตามฝีมือ (ทุกคนเล่นตามฝีมือ) ง่ายไม่ยุ่งยาก แต่ข้อเสียคือ ต้องใช้คนที่ชำนาญถึงจะเร็ว และถ้าผู้เข้าแข่งบ่อย ๆ จะรู้วิธีเล่นให้ได้เปรียบ
วิธีคิดมี 2 วิธี
1. เริ่มต้นทุกคนมีแต้มต่อ 36 ทุกคน หลังจากตีไปแล้วถ้าได้คะแนนตี ตั้งแต่ พาร์, เบอร์ดี้, อีเกิ้ล, อัลบาทรอส, โฮลอินวัน ในหลุมใดจะถูกหักหลุมละ 2 คะแนน ถ้าหลุมใดได้โบกี้จะถูกหักออกหลุมละ 1 คะแนน ส่วนหลุมใดตีได้ตั้งแต่ดับเบิ้ลโบกี้เป็นต้นไปจะไม่ถูกหัก เมื่อเล่นครบ 18 หลุม โดยหักเหลือเท่าไหร่ตัวเลขนั้นจะเป็นแต้มต่อ
2. หลุมใดที่ตีโบกี้จะได้ 1 คะแนน หลุมใดที่ตีได้ ตั้งแต่พาร์ขึ้นไปได้ 2 คะแนน ครบ 18 หลุม รวมคะแนนได้เท่าไหร่เอาไปหักออกจาก 36 เหลือเท่าใหร่นั้นคือแต้มต่อเมื่อได้แต้มต่อออกมาแล้ว ก็มาจัดแบ่งไฟล์ท ถ้าตีได้เบอร์ดี้ ไม่ออกทริปเปิลโบกี้เลยคะแนนหลังหักแต้มต่อแล้วจะได้ 72
ข้อที่น่าสังเกตุ
คนที่ได้เบอร์ดี้หรือดีกว่านั้น 1 หลุม โดยไม่เสียทริปเปิลโบกี้เลย เมื่อหักแต้มต่อแล้วจะได้ 1 อันเดอร์พาร์ (ตัวเลขกรอสสกอร์ ลดลงแต่ตัวลบเท่าเดิม) และถ้าหลายเบอร์ดี้จำนวนอันเดอร์ยิ่งมากขึ้น ตรงข้ามถ้าออกทริปเปิลโบกี้หรือแย่กว่านั้น จำนวนโอเวอร์จะมากตามมา (ตัวคะแนนกรอสสกอร์มากขึ้น) ยิ่งมีมากยิ่งโอเวอร์มาก ฉะนั้นถ้าได้ 1 เบอร์ดี้ 1 ทริปเปิลโบกี้ ก็จะหักล้างกันไป ทำให้คนที่เล่นเก่งกว่าสามารถทำเบอร์ดี้ได้แล้วจำนวนหนึ่ง หลุมที่เหลือตีออกดับเบิ้ลโบกี้เพื่อหนี้ไฟลท์ลงต่ำได้
.....

....