เว็บบอร์ดสนทนาภาษาปืน
กุมภาพันธ์ 05, 2026, 07:33:30 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: เว็บบอร์ด อวป. สามารถเข้าได้ทั้งสองทาง คือ www.gunsandgames.com และ www.gunsandgames.net ครับ
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติศาสตร์ รากเหง้า ของปัญหาชายแดนภาคใต้  (อ่าน 8797 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Daimyo
ชาว อวป.
Hero Member
****

คะแนน 924
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9042



« เมื่อ: มกราคม 04, 2011, 06:10:39 PM »

เครดิตของคุณวศินสุข......ที่รวบรวมไว้จากในเวปพันทิปครับ.... ไหว้

ยาว....แต่ทําให้พอเข้าใจแก่นของปัญหา.....ที่มีมาแต่ประวัติศาสตร์.....

จะเข้าใจปัญหาของ3จังหวัด...(ในอดีตเรียก4จว.ชายแดน)..ต้องย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ครับ....


##############################################################################################################



“สุโขทัย” เป็นราชธานีแห่งแรกของไทย กินอาณาบริเวณครอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศแถมยังรวมเอาคาบสมุทรมลายูเข้ามาไว้ด้วย ซึ่งที่จริงแล้วหลักฐานทางประวัติศาสตร์มิได้เป็นเช่นนั้น หากแต่ดินแดนแถบคาบสมุทรมลายูมีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ก่อนอาณาจักรสุโขทัยเกือบ ๑,๐๐๐ ปี (อาณาจักรสุโขทัยสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ประมาณ พ.ศ. ๑๘๐๐ แต่มีการขุดค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีแถบเมืองปัตตานีว่ามีการตั้งรกรากของผู้คนตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๑๐๐๐ หรือ ๑๑๐๐) ในยุคอาณาจักรศรีวิชัย
 

ในหนังสือ “รัฐปัตตานี ใน ศรีวิชัย” ของสำนักพิมพ์มติชน ที่คัดมาต่อไปนี้ บอกเรื่องราวของ “ศรีวิชัย” ไว้ว่า

จุดเริ่มต้น มาจากการที่ ศาสตราจารย์ยอร์จ เซเดส์ (Georges Coedes) เป็นผู้คิดค้นบัญญัติคำว่า “ศรีวิชัย” ขึ้นมาเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๑ จากการอ่านศิลาจารึกหลักที่ ๒๓ ซึ่งมีศักราชกำกับว่า พ.ศ. ๑๓๑๘ (ศิลาหลักนี้ยังถกเถียงกันเรื่องแหล่งดั้งเดิมว่าอยู่ที่วัดเสมาเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช หรือวัดหัวเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานีกันแน่) ระบุข้อความที่กล่าวถึง “พระเจ้ากรุงศรีวิชัย” เมื่อนำไปพิจารณาประกอบกับบันทึกของหลวงจีนอี้จิงที่เดินทางมาศึกษาพระธรรมวินัยเมื่อ พ.ศ. ๑๒๑๔ ที่ชิลีโฟชิ (Shih-Li-Fo-Shih) แล้วแปลความว่า ชิลีโฟชิ คือ ศรีวิชัย และยังได้ให้ข้อสันนิษฐานอย่างมั่นใจว่า ศรีวิชัยเป็นอาณาจักรหนึ่งที่มีอำนาจทางการเมืองมั่นคง มีอาณาเขตกว้างขวางใหญ่โต ครอบคลุมหมู่เกาะต่าง ๆ บริเวณตอนใต้ของคาบสมุทรมลายูตลอดขึ้นมาถึงดินแดนบางส่วนของคาบสมุทร โดยมีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมือง ปาเล็มบัง (Palembang) เกาะสุมาตรา สมมุติฐานของศาสตราจารย์ยอร์จ เซเดส์ เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีเกือบทั่วโลกมีความสนใจต่อการเป็น “อาณาจักรศรีวิชัย” อันใหญ่ยิ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


มีนักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีจำนวนมากมีความเห็นสอดคล้องกับข้อเสนอของศาสตราจารย์ยอร์จ เซเดส์ แต่ก็มีนักปราชญ์หลายท่านคัดค้าน (มีรายละเอียดในคำนำหนังสือรายงานการสัมมนาเรื่องประวัติศาสตร์โบราณคดีศรีวิชัย ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ ๒๕-๓๐ มิถุนายน ๒๕๒๕ จัดพิมพ์โดย กองโบราณคดี กรมศิลปากร พฤศจิกายน ๒๕๒๕ หน้า ก.-ข.) เช่น ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี ทรงเชื่อว่า ศูนย์กลางของศรีวิชัยน่าจะอยู่บนคาบสมุทรบริเวณอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี (และ/หรือมีขอบเขตถึงบริเวณอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช)

ต่อมามีนักวิชาการหลายท่านเสนอหลักฐานและความเห็นเพิ่มเติมว่า ศรีวิชัยมิได้มีศูนย์กลางที่แน่นอนและถาวร แต่จะเปลี่ยนแปลงไปตามความเข้มแข็งของผู้นำของแต่ละท้องถิ่นที่สามารถควบคุมอำนาจทางการเมืองและการค้า ดังนั้นศูนย์กลางของศรีวิชัยอาจจะอยู่ทั้งที่บริเวณหมู่เกาะหรือบนคาบสมุทรมลายู (รายงานการสัมมนาฯ โดย กองโบราณคดี กรมศิลปากร. ๒๕๒๕) จากการสัมมนาจึงมีข้อเสนอจากนักวิชาการสถาบันต่าง ๆ ร่วมกันว่าปัญหาของศรีวิชัยแบ่งได้เป็น ๒ ประเด็นใหญ่ ๆ คือ

๑. รูปแบบทางการเมือง เมืองต่าง ๆ ไม่ว่าจะอยู่บนคาบสมุทรหรือบนหมู่เกาะก็ตาม ต่างก็มีความสัมพันธ์กันในทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ในลักษณะที่เป็นสมาพันธรัฐที่มีศูนย์กลางทางอำนาจเปลี่ยนแปลงไปตามความผันแปรทางการเมืองและเศรษฐกิจ

๒. รูปแบบทางศิลปวัฒนธรรม เมืองต่าง ๆ เหล่านี้มีวัฒนธรรมร่วมกันบางประการ ได้แก่ การนับถือพระพุทธศาสนาลัทธิมหายาน ซึ่งแสดงออกด้วยรูปแบบทางศิลปกรรมที่เรียกว่า “ศิลปกรรมแบบศรีวิชัย”
บันทึกการเข้า

ดังสายลมที่พัดผ่านลานป่า..พาใบไม้พลัดถิ่น..ดั่งสายน้ำที่ไหลรินพัดพา..นำดวงใจฉันมาใกล้เธอ..
"ความหวังดีที่เธอให้สังคม ฉันชื่นชมเธอเสมอ"
Daimyo
ชาว อวป.
Hero Member
****

คะแนน 924
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9042



« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 04, 2011, 06:12:50 PM »

ยาวหน่อยนะครับ.....ค่อยๆอ่าน...ผมจะค่อยๆโพสท์...


##########################################################################################################


“ศรีวิชัย” จึงไม่ใช่ชื่ออาณาจักรที่มีศูนย์กลางของอำนาจในการควบคุมเศรษฐกิจและการเมืองอยู่เมืองใดเมืองหนึ่งแต่เพียงเมืองเดียว แต่ “ศรีวิชัย” เป็นชื่อกว้าง ๆ ทางศิลปะและวัฒนธรรมของกลุ่มบ้านเมือง หรือแว่นแคว้น หรือรัฐน้อยใหญ่ ที่มีวัฒนธรรมบางประการร่วมกัน เช่น การนับถือพระพุทธศาสนาในลัทธิมหายานที่แสดงออกด้วยรูปแบบทางศิลปกรรมที่เรียกกันว่า “ศิลปกรรมแบบศรีวิชัย”

รองศาสตราจารย์ ดร. ธิดา สาระยา (อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย) อธิบายเสนอความสำคัญของ “ทวารวดี” ในฐานะรัฐที่มีอำนาจทางทะเลร่วมสมัยกับ “ศรีวิชัย” ว่า “นครปฐมเกิดขึ้นในช่วงสมัยของความมั่งคั่งของเศรษฐกิจการค้าภาคพื้นทะเลของอาณาจักรศรีวิชัย มหาอำนาจทางการค้าในทะเลชวา เชื่อมโยงการค้าตั้งแต่น่านน้ำมหาสมุทรอินเดียและทะเลจีนใต้ให้เป็นผืนเดียวกัน นักเดินทางชาวอาหรับต่างกล่าวถึงความมั่งคั่งรุ่งเรืองของมหาราชาแห่งซาบัค คือ ศรีวิชัย แต่ปัจจุบันนี้ยังไม่มีการค้นคว้าแสดงหลักฐานทางโบราณคดีที่กำหนดที่ตั้งและศูนย์กลางของอาณาจักรศรีวิชัยในทะเลชวาอย่างแน่นอนได้ ต่างกันกับในบริเวณอ่าวไทยที่พบเมืองท่าใหญ่ ๆ หลายแห่ง โดยเฉพาะเมืองนครปฐม ที่ปรากฏร่องรอยของหลักฐานทางโบราณคดี อันมีนัยถึงความซับซ้อนของบ้านเมืองโบราณขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาเมืองโบราณบนภาคพื้นสยามประเทศก่อนสมัยอยุธยา”

(คัดบางส่วนจากบทความเรื่อง “แหลมทองคาบสมุทรไทยมีรัฐปัตตานี” โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ)

ภาพนี้เป็นภาพแผนที่ Nova Tabula Insularum Javae, Sumatrae, Borneonis... โดย โยฮาน ธีโอดอร์ เดอ บราย และ โยฮาน อิสราเอล เดอ บราย พิมพ์ครั้งแรกที่กรุงแฟรงก์เฟิร์ต เยอรมนี เมื่อปี พ.ศ. ๒๑๔๑ หรือประมาณ ๔๐๖ ปีที่แล้ว (พิมพ์ซ้ำในปีถัดมา)  มีขนาด ๔๓ x ๓๗ ซม. ปรากฏในหนังสือ Petits voyages ภาคที่ ๒ ภาพนี้ระบุตำแหน่งของ "ปัตตานี" ไว้ด้วย (คัดภาพนี้จากหนังสือ "ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๒๕ ฉบับที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๔๗)
บันทึกการเข้า

ดังสายลมที่พัดผ่านลานป่า..พาใบไม้พลัดถิ่น..ดั่งสายน้ำที่ไหลรินพัดพา..นำดวงใจฉันมาใกล้เธอ..
"ความหวังดีที่เธอให้สังคม ฉันชื่นชมเธอเสมอ"
Daimyo
ชาว อวป.
Hero Member
****

คะแนน 924
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9042



« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 04, 2011, 06:15:23 PM »


ภาพต่อมาเป็นภาพแผนที่ราชอาณาจักรสยาม เขียนโดย Vincenzo Coronelli และ Jean Baptise Nolin เมื่อ พ.ศ. ๒๒๓๐ (ภาพจากหนังสือ Early Mapping of Southeast Asia โดย Thomas Suarez, 1999)
(คัดจากหนังสือ รัฐปัตตานี ใน "ศรีวิชัย")

บันทึกการเข้า

ดังสายลมที่พัดผ่านลานป่า..พาใบไม้พลัดถิ่น..ดั่งสายน้ำที่ไหลรินพัดพา..นำดวงใจฉันมาใกล้เธอ..
"ความหวังดีที่เธอให้สังคม ฉันชื่นชมเธอเสมอ"
Daimyo
ชาว อวป.
Hero Member
****

คะแนน 924
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9042



« ตอบ #3 เมื่อ: มกราคม 04, 2011, 06:16:38 PM »


ส่วนที่ว่าในสมัยศรีวิชัยจะเรียกดินแดนบริเวณนี้ว่าอย่างไรนั้น ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ ถึงแม้จะมีเอกสารต่างประเทศยืนยันชื่อบ้าน นามเมือง และแว่นแคว้น หรือรัฐต่าง ๆ ที่อยู่ตามชายทะเลและหมู่เกาะของภูมิภาคอุษาคเนย์ รวมถึงท้องถิ่นคาบสมุทรภาคใต้อยู่ด้วย แต่ก็ไม่อาจระบุตำแหน่งบ้านเมืองหรือแว่นแคว้น หรือรัฐเหล่านั้นได้แน่นอน เพราะยังไม่มีหลักฐานมากและมั่นคงพอ ส่วนที่มีผู้รู้เสนอว่าอยู่ตรงนั้นตรงนี้ ก็เป็นเรื่องของการ “สันนิษฐาน” ที่จำเป็นต้องรอการพิสูจน์ และรอหลักฐานอื่นมาสนับสนุนอีกมาก

ส่วนเรื่องของการล่มสลายของอาณาจักรศรีวิชัยจะไม่ขอกล่าวถึงในที่นี่เพราะจะกินเนื้อที่มากเกินไป

ในคราวนี้จะได้พูดถึงพื้นที่ทางกายภาพบริเวณที่ปัจจุบันนี้เรียกว่า “ปัตตานี”

จังหวัดปัตตานี เป็นจังหวัดที่อยู่ติดชายฝั่งทะเลทางตะวันออก มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดสงขลาทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ กับจังหวัดนราธิวาสทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ และกับจังหวัดยะลาซึ่งอยู่ในพื้นแผ่นดินภาคใต้

ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเล ที่ราบลุ่มต่ำระหว่างหุบเขา สลับกันไปกับทิวเขาใหญ่น้อยซึ่งกั้นเขตแดนปัตตานีออกจากสงขลา ไทรบุรี และนราธิวาส เปรียบเทียบบริเวณอื่นที่อยู่ใกล้เคียงได้ดังนี้
๑. ตรงชายฝั่งทะเลมีอ่าวปัตตานี และมีลำธารหลายสายมาออกทะเล ได้แก่ ลำน้ำปัตตานี ลำคลองท่าเรือ ลำน้ำยะหริ่ง และแม่น้ำสายบุรี สภาพเหล่านี้ทำให้ปัตตานีเหมาะแก่การเป็นที่จอดเรือ
๒. ลำน้ำปัตตานี เป็นลำน้ำที่ไหลมาจากเทือกเขาตอนกลางของพื้นแผ่นดินใหญ่ ตอนที่จะไปติดต่อดินแดนเขตรัฐไทรบุรีของประเทศมาเลเซียทางใต้ ไหลผ่านที่ราบลุ่มตามหุบเขามายังที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเล ก่อให้เกิดบริเวณที่จะทำการเพาะปลูกและเป็นแหล่งที่ตั้งชุมชนได้
๓. บริเวณอำเภอเมืองปัตตานี อำเภอยะหริ่ง และอำเภอยะรัง เป็นที่ราบลุ่มซึ่งเกิดจากการตื้นเขินของทะเล ทำให้เกิดเนินทรายและสันทรายมากมาย เหมาะแก่การที่จะตั้งแหล่งชุมชนอาศัยที่มีขนาดเป็นบ้านเมืองใหญ่โต

เหตุผลทางภูมิศาสตร์เหล่านี้ ทำให้ปัตตานีกลายเป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญแห่งหนึ่งในภาคใต้ มีชุมชนที่เป็นบ้านเมือง มีพัฒนาการสืบเนื่องมาหลายยุคหลายสมัย แบ่งได้เป็น ๒ บริเวณคือ

บริเวณแรก อยู่ตามชายฝั่งทะเลติดกับอ่าวปัตตานี ตั้งแต่เขตอำเภอเมืองปัตตานีไปทางทิศตะวันออก ผ่านไปยังอำเภอยะหริ่ง อำเภอปะนาเระ แล้วหักลงทางใต้ ไปยังอำเภอสายบุรี ชุมชนที่เกิดขึ้นเนื่องจากการค้าขายติดต่อกับต่างประเทศ ตั้งอยู่บนสันทายใกล้ ๆ กับลำน้ำสายเล็กสายใหญ่ที่ไหลไปออกทะเล
เมืองสำคัญคือ เมืองปัตตานี ตั้งอยู่บริเวณสันทรายในเขตบ้านบานา (แปลว่าในเมือง) มีศาสนสถานสำคัญสร้างขึ้นสมัยกรุงศรีอยุธยา คือ มัสยิดกรือเซะ พบเศษเครื่องปั้นดินเผาหลายยุคหลายสมัยกระจายกันอยู่มากกว่าที่อื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียง เมืองรอง ๆ ลงมา เช่น เมืองยะหริ่งและเมืองสายบุรี ก็ตั้งอยู่ในเขตสันทรายที่อยู่ต่อเนื่องไปทางตะวันออกและทางใต้
สิ่งที่เป็นหลักฐานแสดงความเก่าแก่ของชุมชนเหล่านี้อีกอย่างหนึ่งก็คือบริเวณที่ฝังศพชาวมุสลิม ซึ่งหลายแห่งเป็นของที่มีการสืบเนื่องกันหลาย ๆ สมัย และแต่ละแห่งตั้งอยู่ในแหล่งที่เป็นชุมชน

บริเวณที่สอง อยู่ลึกเข้ามาในแผ่นดินใหญ่ ห่างจากฝั่งทะเลไปทางใต้ประมาณ ๑๒ กิโลเมตร เป็นเนินทรายสลับกับสันทรายในเขตอำเภอยะรัง ไปต่อกับเขตอำเภอมายอและเขตอำเภอเมือง จังหวัดยะลา มีร่องรอยลำน้ำเก่าไหลผ่าน และอยู่ห่างจากลำน้ำปัตตานีปัจจุบันมาทางตะวันออกราว ๘ กิโลเมตร ในเขตนี้มีชุมชนโบราณกระจายกันอยู่หลายแห่ง มีอายุตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๘ ขึ้นไป หรือเป็นชุมชนก่อนสมัยการแพร่หลายของศาสนาอิสลาม
บันทึกการเข้า

ดังสายลมที่พัดผ่านลานป่า..พาใบไม้พลัดถิ่น..ดั่งสายน้ำที่ไหลรินพัดพา..นำดวงใจฉันมาใกล้เธอ..
"ความหวังดีที่เธอให้สังคม ฉันชื่นชมเธอเสมอ"
Daimyo
ชาว อวป.
Hero Member
****

คะแนน 924
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9042



« ตอบ #4 เมื่อ: มกราคม 04, 2011, 06:18:06 PM »


ภาพซากสถูปบ้านจาเละ ที่ชุมชนโบราณยะรัง จังหวัดปัตตานี (คัดจากหนังสือ รัฐปัตตานี ใน "ศรีวิชัย")
บันทึกการเข้า

ดังสายลมที่พัดผ่านลานป่า..พาใบไม้พลัดถิ่น..ดั่งสายน้ำที่ไหลรินพัดพา..นำดวงใจฉันมาใกล้เธอ..
"ความหวังดีที่เธอให้สังคม ฉันชื่นชมเธอเสมอ"
Daimyo
ชาว อวป.
Hero Member
****

คะแนน 924
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9042



« ตอบ #5 เมื่อ: มกราคม 04, 2011, 06:19:09 PM »


เมืองโบราณที่อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี คือเมืองสำคัญของแคว้นลังกาสุกะ (ลังกาสุกะ เป็นชื่อเมืองหรือรัฐโบราณที่มีกล่าวถึงในวรรณคดีของชวาที่เรียกว่า “นครกีรติกามา” (Nagarakrtagama) ซึ่งกวีชื่อ ประปันจา เป็นผู้แต่งขึ้นใน พ.ศ. ๑๙๐๘ ระบุว่าเป็นเมืองขึ้นของรัฐมัชปาหิต ตำนานมะโรงมหาวงศ์ หรือตำนานเมืองไทรบุรี กล่าวถึงลังกาสุกะว่าเป็นเมืองที่อยู่ภายในไม่ติดกับทะเล และเป็นเมืองที่ประทับของกษัตริย์มะโรงมหาวงศ์ จารึกที่ตันชอร์ในประเทศอินเดียกล่าวถึงเมืองไอลังกาโสกะ (Ilangasoka) พร้อม ๆ กันกับเมืองที่อยู่ใกล้เคียงกัน เช่น ตามรลิงค์ (Tamralinya) และตาลัยตาโกลัม (Talaittakkolam) ว่าเป็นบรรดาเมืองที่พระเจ้าราเชนทรโจฬะที่ ๑ ทรงยึดครองได้ และเอกสารของชาวอาหรับก็กล่าวถึงลังกาสุกะเช่นกัน) ทั้งเมืองโบราณที่บ้านวัดและบ้านจาเละเป็นเมืองลังกาสุกะเดิมที่มีการสืบเนื่องกัน และมีอายุอยู่ในสมัยศรีวิชัย คือประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔-๑๕ ลงมา

เมืองโบราณที่บ้านประแว คือเมืองลังกาสุกะในสมัยหลัง ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นเมืองปัตตานีที่สัมพันธ์กับตำนานมะโรงมหาวงศ์และตำนานเมืองปัตตานีที่กล่าวถึงการเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม

การขุดค้นพระเจดีย์ที่บ้านจาเละ และข้อมูลที่ได้จากพระพิมพ์ ทำให้สามารถเลื่อนอายุของแคว้นและเมืองลังกาสุกะขึ้นไปถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔-๑๕ ร่วมสมัยเดียวกับศรีวิชัย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าลังกาสุกะคือศรีวิชัยในลักษณะที่เป็นเมืองราชธานี เพราะขณะนี้ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้แน่ชัด

เมื่อดูจากหลักฐานเอกสาร เช่น ตำนานและวรรณกรรมบ้าง ลังกาสุกะก็เป็นชื่อของบ้านเมืองในหลักฐานทางเอกสารว่ามีอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เป็นรัฐที่สำคัญ มีกษัตริย์ปกครอง และมีความสัมพันธ์ทางสังคมและการเมืองกับรัฐและบ้านเมืองในเกาะชวาและเกาะอื่น ๆ ของอินโดนีเซีย นับเนื่องเป็นความสัมพันธ์ที่สืบเนื่องมาแต่สมัยศรีวิชัยก็ว่าได้

ในด้านความเชื่อทางศาสนา รัฐนี้นับถือพุทธศาสนานิกายเจติยาวาท (นับถือพระสถูปเจดีย์เป็นสำคัญ) สมัยอุยธยาตอนต้น เรื่องของตำนานเมืองปัตตานีและตำนานมะโรงมหาวงศ์ ซึ่งกล่าวถึงเมืองลังกาสุกะกับเมืองปัตตานี เป็นยุคหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนศาสนาจากศาสนาฮินดู-พุทธ มาเป็นอิสลาม ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า เมืองปัตตานีหรือรัฐปัตตานีนั้นเป็นรัฐอิสลามที่เก่าแก่ที่สุดในแถบอุษาอาคเนย์นี้ก็ได้

หลักฐานทางโบราณคดี เห็นได้จากร่องรอยของเมืองประแวที่มีศาสนสถานในลัทธิฮินดู มีบริเวณที่มีคูน้ำล้อมรอบที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นวังของกษัตริย์แต่โบราณ เป็นเมืองภายในที่มีลำน้ำไปออกทะเลถึง ๒ สาย คือ ลำน้ำปัตตานีเก่า ไปออกทะเลที่บ้านกรือเซะ ร่วมกับลำน้ำยะหริ่ง ณ บริเวณปากน้ำ มีมัสยิดกรือเซะเป็นโบราณสถานทางลัทธิศาสนาอิสลาม อีกทั้งเป็นศูนย์กลางของเมือง ส่วนลำน้ำปัตตานีสายปัจจุบันก็ผ่านบริเวณเมืองประแวมาออกปากน้ำ มีเมืองปัตตานีสมัยกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ มีวังจะบังติกอ ที่เป็นวังของเจ้าเมืองแสดงให้เห็นเป็นพยานเช่นเดียวกัน

(เรียบเรียงบางส่วนจากบทความ “ศรีวิชัย” ในรัฐปัตตานี โดย รองศาสตราจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม อดีตอาจารย์ประจำภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร)

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นการแสดงความมีอยู่จริงของชุมชนบริเวณที่ปัจจุบันเรียกว่า ปัตตานี ซึ่งมีการสร้างบ้านแปลงเมืองนับเนื่องมาตั้งแต่สมัยโบราณก่อนสุโขทัยเป็นราชธานีของสยามประเทศเสียอีก
บันทึกการเข้า

ดังสายลมที่พัดผ่านลานป่า..พาใบไม้พลัดถิ่น..ดั่งสายน้ำที่ไหลรินพัดพา..นำดวงใจฉันมาใกล้เธอ..
"ความหวังดีที่เธอให้สังคม ฉันชื่นชมเธอเสมอ"
Daimyo
ชาว อวป.
Hero Member
****

คะแนน 924
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9042



« ตอบ #6 เมื่อ: มกราคม 04, 2011, 06:20:57 PM »


“เมืองปัตตานี” ที่ปรากฏในบันทึก หรือตำนาน หรือปกรณัม ของต่างชาติ มีการกล่าวถึงด้วยนามต่าง ๆ กัน ตามแต่สำเนียงการออกเสียงของผู้ที่เป็นเจ้าของผลงานนั้น ๆ เช่น
๑. ชาวมลายูออกเสียงเป็น “ปตานี”
๒. ชาวอาหรับออกเสียง “Fathoni” (ฟาฏอนี)
๓. ชาวสยามออกเสียง “ปัตตานี” หรือ “ตานี”
๔. ชาวอินเดียออกเสียง “Patanam” หรือ “Patane”

ส่วนบันทึกของชาวตะวันตกเขียนเป็น “Patani”, “Patania”, “Patana”, “Patanij”, “Patany”, “Pattania”, “Pathanani”, “Pathane” และอื่น ๆ

สำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของภาษามลายูถิ่นปัตตานีจะออกเสียงเหมือนกันทุกคนว่า “ปตานิง” “(Ptaning)”

ทีนี้ถ้าจะพูดถึงที่มาของชื่อเมืองปัตตานี ก็มีนักวิชาการพยายามค้นหา แต่เอกสารมลายูพงศาวดารปตานีเก่าแก่ที่สุดเท่าที่พบในปัจจุบันนี้ชื่อ Tarikh Fathani (ตาริค ฟาฏานี = ประวัติศาสตร์ปตานี) และคาดว่าเป็นเอกสารที่เขียนตั้งแต่ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ ๑๕ ระบุว่า เมื่อ ค.ศ. ๗๕๐ (พ.ศ. ๑๒๙๓) “มีราชาองค์หนึ่งชื่อ สัง ฌายา บังสา (Sang Jaya Bangsa) จากเมืองปาเล็มบัง (อยู่บนเกาะสุมาตรา) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรศรีวิชัยขณะนั้น ได้เข้ายึดครองอาณาจักรลังกาสุกะ (อธิบายที่มาแล้วในความเห็นข้างบน) จากราฌา มาหาบังสา (Raja Mahabangsa) จากนั้นกล่าวต่อไปอีกว่า สัง ฌายา บังสา ได้เลือกหมู่บ้านซึ่งมีทำเลดีสำหรับสร้างเมืองใหม่และตั้งชื่อเมืองนั้นตามชื่อพ่อเฒ่าที่ทำการเกษตรที่นั่น คือ โตะ ตานี (Tok Tani) เนื่องจากชาวบ้านเรียกท่านว่า เปาะ ตานี (Pak Tani) จึงทำให้การออกเสียงชื่อนี้กลายเสียงเป็น “ปตานี” (Patani) ในระยะต่อ ๆ มา”

นักวิชาการอิสลามในพื้นที่ เช่น บาบอดิง ตั้งข้อสังเกตว่า คำ “ปตานี” ใกล้เคียงกับคำ “Fathoni” ในภาษาอาหรับที่แปลว่า นักปราชญ์ หรือผู้ทรงความรู้ คำนี้มักปรากฏท้ายชื่อปราชญ์ มุสลิมผู้มีชื่อเสียงของปัตตานีหลายท่าน เช่น Sheikh Daud bin Abdullah al-Fathoni (พ.ศ. ๒๓๑๒ – ๒๓๙๐), ฯลฯ ข้อสังเกตนี้ได้รับการสนับสนุนเห็นด้วยจากท่านบาบอ ฌีฮาด และท่านยังได้เสริมว่า “ปัตตานี” ถ้าสะกดด้วยอักษรยาวีเป็นภาษาอาหรับ แปลว่า ประทุษร้าย หรือผู้ก่อความหายนะ ถ้าเป็นเช่นนี้ความหมายที่สอดคล้องกว่าน่าจะเป็นนักปราชญ์ เพราะคำว่า “ปราชญ์” สอดคล้องกับสมญานามที่กล่าวว่า “ปตานีดารุสสะลาม” (ปัตตานีเมืองแห่งสันติภาพ) ซึ่งเมืองใหญ่ที่ได้รับสมญานาม “ดารุสสะลาม” นอกจากปัตตานียังมีเมืองอาเจ็ฮ (เขตจังหวัดพิเศษ อาเจ็ฮ ในสุมาตราเหนือ ประเทศอินโดนีเซียในปัจจุบัน) และบรูไนฯ (ประเทศบรูไนฯ ในปัจจุบัน)

อีกประการหนึ่ง วัฒนธรรมในการตั้งชื่อบ้านนามเมืองในอดีตมักเป็นชื่อ “พืชพันธุ์” หรือลักษณะเด่นที่เป็นปรากฏการณ์สำคัญของสถานที่นั้น ๆ การใช้นามบุคคลเป็นนามหมู่บ้านก็พอเห็นอยู่ แต่คงไม่ใช่นามของ “ราชอาณาจักร” อย่าง “ปัตตานี” ซึ่งถ้าจะเป็นนามบุคคลก็คงเป็นพระนามของพระมหากษัตริย์ หรือสายตระกูลมากกว่า

ประการสุดท้าย “ฟาฏอนี” เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความหมายและยืนยันความเป็นราชอาณาจักรอิสลามได้อย่างเหมาะสมที่สุด ทำนองเดียวกับวัฒนธรรมในการใช้ชื่อ ตำแหน่ง และชื่อผู้คนที่เป็นมุสลิมของปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรนี้ที่เปลี่ยนจากการนับถือศาสนาพุทธเป็นศาสนาอิสลาม เช่น พญาตูนาฆปา เปลี่ยนจากชื่อตำแหน่ง “พญาตู” หรือ “พญาท้าว” หรือ “ราฌา” (ราชา) เป็น “สุลต่าน” (Sultan) และเปลี่ยนพระนามเป็น “อิสมาอิล” (Ismail) คือสุลต่านอิสมาอิล (Sultan Ismail) และมีพระนามเต็มว่า “สุลต่าน อิสมาอิล ซิลลุลลอฮฺ ฟิล อาลัม” (Sultan Ismail Zillullah fil Alam – พ.ศ. ๒๐๔๓ – ๒๐๗๓) ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่พระองค์ทรงเข้านับถือศาสนาอิสลามตามคำเชิญชวนของ เชคฺ ซัยยิด สาอิด (โตะ ปาสัย)

จากเหตุผลดังกล่าวจึงสรุปได้ว่า “ปัตตานี” กลายเสียงจากคำว่า “ฟาฏอนี” ที่แปลว่า “ปราชญ์”

แต่หากจะนับย้อนหลังกลับขึ้นไปก่อนหน้าที่เมืองนี้จะชื่อ ปัตตานี ก็จะพบว่าดินแดนแถบนี้เป็นดินแดนแห่งราชอาณาจักรฮินดู-พุทธ หรือ ฮินดู-ชวา ที่มีชื่อว่า “ราชอาณาจักรลังกาสุกะ” (ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี เคยแสดงความเห็นว่า คนไทยปัจจุบันอพยพมาจากดินแดนฮินดู-พุทธในอินโดนีเซีย) คำว่าลังกาสุกะ เคยอธิบายความไว้ในความเห็นข้างบนแต่จะขอขยายเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยเพื่อความกระจ่าง

ลังกาสุกะ เป็นชื่อเมือง (อิ) ลังคาโศกะ ซึ่งเป็นคำสันสกฤตคือ ลังคะ กับ อโศกะ แปลว่า “เมืองสหพันธรัฐแห่งอโศก” ปรากฏชื่อตามเอกสารจีนว่า หลังหยาชูว ในพุทธศตวรรษที่ ๑๑ และต่อมาเรียกผิดเพี้ยนไปในเอกสารอาหรับและมลายูในพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๒ ว่า ลังคะศุกา และลังกะสุกะ แล้วมาเพี้ยนเสียงในภาษาไทยโดยนักวิชาการไทยนำมาใช้ว่า ลังกาสุกะ เคยเป็นเมืองอิสระในภาคใต้ที่มีเอกราชในการปกครอง มีฐานะเป็นประเทศ และเป็นที่รู้จักในประชาคมโลก ที่กล่าวเช่นนี้เพราะได้ปรากฏชื่ออยู่ในแผนที่โลก มีความสัมพันธ์กับอีกสองรัฐ ได้แก่ ลิกอร์ หรือละคร (นครศรีธรรมราช) และสังขระ (สงขลา)

มิติประวัติศาสตร์จวบจนถึงปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่มีใครสามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าอาณาจักรลังกาสุกะ และราชอาณาจักรปัตตานี ตั้งขึ้นเมื่อใด ใครเป็นผู้ก่อตั้ง โดยยังไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันชัดเจน เท่าที่ปรากฏในบันทึกของนักเดินทางชาวจีนที่มีความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ ในแถบอุษาคเนย์ในสมัยหนึ่ง ทราบว่าเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ ๒ เมืองหลังหยาชูว (Lang-ya-shiu) หรือลังกาสุกะ ก็มีอยู่แล้ว จากหลักฐานนี้ทำให้นักประวัติศาสตร์ชาวยุโรปหลายท่านเชื่อว่า ลังกาสุกะ ตั้งอยู่ในบริเวณฝั่งทะเลตะวันออกของคาบสมุทรมลายู คือระหว่างสงขลากับกลันตัน และมีเมืองหลวงตั้งอยู่ในบริเวณอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานีในปัจจุบัน
บันทึกการเข้า

ดังสายลมที่พัดผ่านลานป่า..พาใบไม้พลัดถิ่น..ดั่งสายน้ำที่ไหลรินพัดพา..นำดวงใจฉันมาใกล้เธอ..
"ความหวังดีที่เธอให้สังคม ฉันชื่นชมเธอเสมอ"
Daimyo
ชาว อวป.
Hero Member
****

คะแนน 924
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9042



« ตอบ #7 เมื่อ: มกราคม 04, 2011, 06:23:25 PM »


ตั้งแต่คริสต์ศรวรรษที่ ๘ ลังกาสุกะมีท่าเรือที่สำคัญมากเพราะมีภูมิประเทศเหมาะสมสำหรับเทียบเรือและหลบมรสุม นอกจากนี้ ลังกาสุกะยังมีอำนาจในการควบคุมเส้นทางการค้าจากตะวันออกไปยังตะวันตกโดยผ่านทางคอคอดกระ และยังมีอำนาจควบคุมตั้งแต่บริเวณคาบสมุทรจนถึงอ่าวเบงกอล ทำให้ผู้คนดั้งเดิมในบริเวณนี้มีโอกาสได้ปฏิสัมพันธ์กับชนต่างถิ่นที่ต่างเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม ซึ่งเดินทางโดยเรือมาเพื่อค้าขายที่นั่น

กิจกรรมการเดินเรือและการค้าทางทะเลนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู และพุทธ (หรือแม้แต่อิสลามในภายหลัง) หลั่งไหลเข้ามาสู่สังคมลังกาสุกะในสมัยนั้น พร้อม ๆ กับที่มีการถ่ายเทวัฒนธรรมอินเดียแบบฮินดูและวัฒนธรรมดั้งเดิมแบบชวาให้กับสังคมลังกาสุกะ จนกลายเป็นบ่อเกิดของเอกลักษณ์ “วัฒนธรรมฮินดู-พุทธ” และ “วัฒนธรรมฮินดู-ชวา” ในสังคมมลายูลังกาสุกะในช่วงต่อมา เห็นได้จากร่องรอยประติมากรรมที่เป็นศิลปกรรมในพุทธศาสนาแบบอมราวดี (ที่ปรากฏในชุมชนยะรัง จังหวัดปัตตานี) และมีแหล่งถ้ำศิลป และแหล่งถ้ำคูหาภิมุข ตำบลหน้าถ้ำ อำเมืองยะลา จังหวัดยะลา มีภาพเขียนสีบนผนังถ้ำ ขวานหินลักษณะต่าง ๆ ที่บริเวณท่าสาบและท่าชี อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา มีมงกุฎสำหรับกษัตริย์ปัตตานีทรงสวม ฯลฯ รวมทั้งมีอาหารคาว-หวาน เช่น สะเต๊ะและรอเฌาะ (เต้าคั่ว) แบบชวา แกงการี (Curry) แกงเปรี้ยว (แกงสมรม) แบบอินเดีย โรตี ฯลฯ

ภาพเขียนสีบนผนังถ้ำศิลป จังหวัดยะลา นับเป็นภาพเขียนสมัยประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในสยามประเทศ จากหนังสือ สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคใต้ เล่ม ๑๕ โดย มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์, ๒๕๔๒ (คัดจากหนังสือ รัฐปัตตานี ใน "ศรีวิชัย")
บันทึกการเข้า

ดังสายลมที่พัดผ่านลานป่า..พาใบไม้พลัดถิ่น..ดั่งสายน้ำที่ไหลรินพัดพา..นำดวงใจฉันมาใกล้เธอ..
"ความหวังดีที่เธอให้สังคม ฉันชื่นชมเธอเสมอ"
Daimyo
ชาว อวป.
Hero Member
****

คะแนน 924
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9042



« ตอบ #8 เมื่อ: มกราคม 04, 2011, 06:25:39 PM »


เริ่มต้นของปัญหา....

ศาสนาอิสลามเข้ามาในปัตตานีและความนิยมวัฒนธรรมอิสลาม (พ.ศ. ๒๐๔๓ – ๒๓๗๕)
การล่มสลายของอาณาจักรมัชปาหิตเมื่อ พ.ศ. ๒๐๒๑ นับว่าเป็นโอกาสอันสำคัญที่ทำให้นักการศาสนาอิสลามในปัตตานีเผยแผ่แนวคิดของศาสนาอิสลามให้ชาวปัตตานีได้สะดวกขึ้น และประสบความสำเร็จสูงสุดเมื่อนักการศาสนาอิสลามจากเมืองปาสัย (Pasai) อย่างชีค ซาอิด (สาอิด) สามารถโน้มน้าวกษัตริย์ราชวงศ์ศรีวังสา ชื่อ พญาตูอินทิรา แห่ง โกตามัฮลีฆัยแห่งนี้ (ปัจจุบันเข้าใจว่าอยู่ ณ บริเวณบ้านจาเละ ตำบลปาราแว อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี และสุสาน (กุโบ) ของ ชีค สาอิด ปรากฏอยู่ที่หมู่ ๒ ตำบลตันหยงลูโละ อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี) ให้ยอมนับถือศาสนาอิสลามได้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๔๓ และทรงเปลี่ยนพระนามเป็น สุลต่าน อิสมาอิล ซาฮฺ ซิลลุลลอฮฺ ฟิล อาลัม (พระศพของพระองค์ฝังอยู่บ้านปาเระ บราโหม (ปาเระงอฮง) ตำบลบารโหม อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี) นับแต่นั้นมาปัตตานีจึงเป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับกันในนาม “ปตานีดารุสสะลาม” หรือ ปัตตานี นครแห่งสันติภาพ

ก่อนหน้าที่กษัตริย์แห่งปัตตานีจะทรงเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามนั้น ปรากฏว่าราษฎรของพระองค์ได้เปลี่ยนเป็นมุสลิมมาก่อนประมาณ ๓๐๐ ปี แต่การที่ทรงเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม ทำให้ประชาชนชาวปัตตานีทยอยกันเป็นมุสลิมมากขึ้น

หลังจากที่ศาสนาอิสลามได้เข้าไปแทนที่ศานาพุทธในราชสำนักแล้ว ทำให้โครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมของปัตตานีโดยรวมค่อย ๆ กลายสภาพ กล่าวคือ กลายจากสภาพความเป็นสังคมมลายูที่แฝงด้วยวัฒนธรรมดั้งเดิมผสมชวาและฮินดู-พุทธ เป็นสังคมมลายูที่ยึดเกาะกับวัฒนธรรมอิสลามมากขึ้น ขณะเดียวกันกับที่ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ช่วยส่งเสริมให้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้าในด้านต่าง ๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านการค้ากับจีน ญี่ปุ่น อาหรับ และประเทศในยุโรป เช่น อังกฤษ ฮอลันดา และโปรตุเกส

ปัตตานียุคนี้ต้องเผชิญกับปัญหาบ้านเมือง ทั้งการจลาจลภายใน และเกิดจากการรุกรานของศัตรูภายนอกจนเป็นสงครามระหว่างประเทศหลายครั้ง ทำให้บ้านเมืองได้รับความเสียหายและผู้คนถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย ไม่เว้นแม้แต่ศาสนสถานอย่างเช่น มัสยิด ซึ่งเป็นสาธารณสถานสุดท้ายของผู้ที่มีศาสนา มัสยิดกรือเซะที่สวยงามในสมัยนั้นก็มีชะตากรรมไม่ต่างจากผู้คน เพราะโดนเผาทำลายถึงสองครั้ง มีการกวาดต้อนผู้คนปัตตานีไปเป็นทาสผู้ใช้แรงงานให้กับสยาม ในฐานะเชลยสงครามถึงสี่ระลอก

ครั้งแรกสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๙ ครั้งที่สองเกิดจากสงครามกอบกู้เอกราช เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๔ ซึ่งมีตึงkuลามีดีนเป็นผู้นำ ครั้งที่สามเกิดจากสงครามกอบกู้เอกราชเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๑ ซึ่งมีดาโต๊ะ ปังกาลัน เป็นผู้นำ และครั้งที่สี่เกิดจากการสงครามกอบกู้เอกราชเมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๕ โดยมีตนku สุหลง เป็นผู้นำ สงครามครั้งนี้เรียกว่าเป็นสงครามครั้งสุดท้าย

สภาพดังกล่าวทำให้ผู้คนมุสลิมในสังคมและวัฒนธรรมปัตตานีโดยรวม เกิดความหวาดผวาและสับสนกับอนาคตของตน ต่อมาเมื่อวันเวลาผ่านไปเนิ่นนานเข้า ผู้คนที่นั่นก็เกิดการปรับตัวมากขึ้น และเกิดการผสมผสานที่หลากหลายและกลมกลืนกันไปตามกระแสของการเมือง การปกครอง และศาสนาสำคัญสองศาสนา คือ อิสลาม และพุทธ

บันทึกการเข้า

ดังสายลมที่พัดผ่านลานป่า..พาใบไม้พลัดถิ่น..ดั่งสายน้ำที่ไหลรินพัดพา..นำดวงใจฉันมาใกล้เธอ..
"ความหวังดีที่เธอให้สังคม ฉันชื่นชมเธอเสมอ"
Daimyo
ชาว อวป.
Hero Member
****

คะแนน 924
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9042



« ตอบ #9 เมื่อ: มกราคม 04, 2011, 06:27:39 PM »

วิถีชีวิตของชาวปัตตานีในฐานะผู้เป็นเจ้าของนครรัฐได้เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงจากความเป็นฮินดู-พุทธ เป็นผู้ที่มีความศรัทธาต่อศาสนาอิสลามอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๐๔๓ ต่อจากนั้นมา ปัตตานีจึงเป็นที่รู้จักกันในนาม “ราชอาณาจักรมลายู-อิสลาม” แบ่งได้เป็น ๓ ระยะ ดังนี้

๑. ปัตตานีสมัยการปกครองของราชวงศ์ศรีวังสา (พ.ศ. ๒๐๔๓-๒๒๒๙) ยุคนี้เริ่มตั้งแต่ปฐมกษัตริย์ปัตตานีนับถือศาสนาอิสลาม ซึ่ง ฮีกายัต ปตานี ระบุว่าเป็นสุลต่าน อิสมาอิล ชาหฺ (พ.ศ. ๒๐๔๓-๒๐๗๓) ต่อจากนั้นมีรัชทายาทขึ้นครองราชย์สมบัติอย่างต่อเนื่องอีกแปดพระองค์ ในจำนวนนี้มีกษัตริย์สี่พระองค์สุดท้ายเป็นสตรี ได้แก่ Raja (H) ijau (พ.ศ. ๒๑๒๗-๒๑๕๙) Raja Biru (พ.ศ.๒๑๕๙-๒๑๖๗) Raja Ungu (พ.ศ.๒๑๖๗-๒๑๗๘) และ Raja Kuning (พ.ศ. ๒๑๗๘-๒๒๒๙)

ปัตตานีในสมัยการปกครองของกษัตริย์ทั้งสี่พระองค์สุดท้ายกล่าวกันว่าเป็น “ยุคทอง” ของปัตตานี

ในฐานะนครรัฐ ปัตตานีมีบุคลิกภาพสง่างามด้วยคุณสมบัติพิเศษหลายประการ เปรียบประดุจอาภรณ์ประดับชื่อและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นอารยสถาน และอารยชน ปัตตานีในยุคนี้ร่ำรวยด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่ล้ำค่า มีผู้คนหลากหลายวัฒนธรรมที่ช่วยกันเสริมสร้างให้ “ปัตตานี” เป็น “แหลมบุปผชาติ” (Negeri Tanjung Bunga) ที่ทรงพลังและมีอำนาจทางการเมืองสอดประสานกับรัฐประศาสนศาสตร์อันชาญฉลาดของนางพญาแห่งศรีมหาวังสาทั้งสี่ ปัตตานีจึงรุดหน้าก้าวสู่ระดับนานาชาติเคียงบ่าเคียงไหล่ญี่ปุ่น และมีมิตรประเทศทางการค้าทั้งยุโรป อาหรับ และเอเชียมากมาย

ปัตตานีเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๒๑ กลายเป็นแหล่งสินค้าผ้าไหมและได้รับสมญานามว่าเป็นแหล่งรวมสินค้าผ้าไหมชั้นนำนอกเหนือจากกวางตุ้ง และเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๒๒ ปัตตานี (กรือเซะ) ได้รับสมญานามว่า เป็นเมืองท่าพี่น้องกับเมืองฮิราโดะ ประเทศญี่ปุ่น

เรื่องเดียวกันนี้ในหนังสือ ฌารัฮ กือราฌาอัน มลายู ปตานี (Sejarah Kerajaan Melayu Patani) ระบุว่า ราฌาอีเฌา (Raja Ijau) แห่งราชอาณาจักรปัตตานีได้ส่งคณะทูตานุทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางด้านธุรกิจการค้ากับกษัตริย์ญี่ปุ่นถึงสองครั้ง คือ พ.ศ. ๒๑๔๒ และ พ.ศ. ๒๑๔๙ ขณะนั้นศูนย์กลางการค้าแห่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นตั้งอยู่ที่เมืองฮิราโดะ (ใกล้เมืองนางาซากิปัจจุบัน) จากเมืองนั้นบรรดาเรือสินค้าญี่ปุ่นจะบรรทุกสินค้าต่าง ๆ เดินทางมุ่งสู่เมืองปัตตานีอย่างไม่ขาดสาย

บันทึกทางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นกล่าวว่า การส่งเรือสินค้าจากญี่ปุ่นเข้ามาค้าขายกับประเทศต่าง ๆ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม กัมพูชา และไทย ระหว่าง พ.ศ. ๒๑๔๗-๒๑๗๖ ว่ามีถึง ๓๔๓ ลำ เฉพาะที่เข้ามาค้าขายกับอยุธยาและปัตตานีรวมกันถึง ๖๗ ลำ และเมื่อพุทธศตวรรษที่๒๓ มีเรือจากไทย คือจากอยุธยาและปัตตานีนำสินค้าไปขายกับญี่ปุ่นหลายครั้ง ได้แก่ พ.ศ. ๒๒๒๒-๒๒๖๖, ๒๒๖๗, ๒๒๘๓, ๒๒๙๐, ๒๒๙๑, ๒๒๙๔ และ ๒๒๙๙

นอกจากนี้ เครื่องปั้นดินเผาจากเตาเผาโบราณพื้นบ้านซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่ที่ ๓ “บ้านดี” ตำบลบาราโหม อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี (ซึ่งพบแล้วรวม ๖ เตา) ส่วนใหญ่เป็นเครื่องปั้นดินเผาเนื้อดินธรรมดา มีทั้งประเภทเคลือบและไม่เคลือบและตกแต่งด้วยลายประทับซึ่งมีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓ เครื่องปั้นดินเผาเหล่านี้พบที่ประเทศญี่ปุ่นด้วย คือ ที่เมืองท่านางาซากิ เกาะกิวชู ซึ่งเป็นย่านที่อาศัยของชาวดัตช์ และที่บ้านนายยาโอะ ซึ่งเป็นพ่อค้าในย่านตลาดโบราณของเมืองนางาซากิ

นอกจากนี้ ยังพบหลักฐานอื่นๆ ที่บ้านดีอีก เช่น พบเหรียญจีนที่ใช้แลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้ากัน ทั้งนี้ เพราะว่าบ้านดีเคยเป็นเมืองท่าและเป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาเพื่อการส่งออกในสมัยนั้น หลักฐานดังกล่าวนี้เป็นการแสดงถึงความเจริญทางการค้าของปัตตานีทั้งสิ้น (ชื่อ “บ้านดี” ได้จากคำบอกเล่าว่า เมื่อครั้งที่สุลต่าน มุซัฟฟัร ชาห์ เสด็จกลับจากการเข้าเฝ้าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา พระองค์ได้พระราชทานทาสที่เป็นเชลยศึกของพม่าซึ่งเป็นชาวล้านช้าง ๑๐๐ คน และสาวไทยอีกหนึ่งคน เมื่อถึงปัตตานี พวกทาสเหล่านี้มีที่ให้อยู่ต่างหาก พวกเขานับถือศาสนาพุทธ จึงสร้างกุฏิในบริเวณของตน ต่อมาจึงตั้งชื่อหมู่บ้านนี้ว่า “บ้านดี” (ชาวบ้านที่พูดภาษามลายูออกเสียงเป็น กือดี (Kedi))

(เรียงเรียงจากเรื่อง ปตานี ดารุสสะลาม (มลายู-อิสลาม ปตานี) สู่ความเป็น “จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส” โดย รัตติยา สาและ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ สงขลา)

ภาพข้างล่างนี้เป็นภาพขบวนเสด็จของพระราชินี "รอยอฮีเยา" Raja (H) ijau (พ.ศ. ๒๑๒๗-๒๑๕๙) แห่งปัตตานี จากหนังสือ Indiae Orientalis Pars Octava Navigationes Qvinqve...(ฉบับละติน) โดย โยฮาน ธีโอดอร์ เดอ บราย และ โยฮาน อิสราเอล เดอ บราย พิมพ์ที่กรุงแฟรงก์เฟิร์ต เยอรมนี เมื่อปี พ.ศ. ๒๑๕๐ (ปรากฏครั้งแรกในหนังสือ Achter Theil der Orientalische Indien... พิมพ์เมื่อปี พ.ศ. ๒๑๔๙) จาคอบ ฟาน เน็ก แม่ทัพเรือชาวดัตช์กล่าวถึงพระองค์ว่า "ทรงปกครองบ้านเมืองอย่างร่มเย็นเป็นสุข...ราษฎรต่างชื่นชอบการปกครองของพระองค์มากกว่าในรัชกาลที่ผ่านมา อีกทั้งสินค้าข้าวของต่าง ๆ ได้มีราคาถูกลงเป็นอย่างมาก (อ้างถึงใน Anthony Reid. Southeast Asia in the Age of Commerce 1450-1680 (New Haven : Yale University of Chicago Press, 1988), p.171) (จากหนังสือศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๒๕ ฉบับที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๔๗)
บันทึกการเข้า

ดังสายลมที่พัดผ่านลานป่า..พาใบไม้พลัดถิ่น..ดั่งสายน้ำที่ไหลรินพัดพา..นำดวงใจฉันมาใกล้เธอ..
"ความหวังดีที่เธอให้สังคม ฉันชื่นชมเธอเสมอ"
Daimyo
ชาว อวป.
Hero Member
****

คะแนน 924
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9042



« ตอบ #10 เมื่อ: มกราคม 04, 2011, 06:29:43 PM »


ภาพนี้เป็นภาพ "การเข้ามาปัตตานีของชาวดัตช์" จากหนังสือ Achter Theil der Orientalische Indien...พิมพ์ครั้งแรกที่กรุงแฟรงก์เฟิร์ต เยอรมนี เมื่อปี พ.ศ. ๒๑๔๙ Achter Theil der Orientalische Indien.. หรือ Petits voyages ภาคที่ ๘ ได้รวบรวมบันทึกการเดินทางมายังอุษาคเนย์ของนักสำรวจชาวดัตช์จำนวน ๘ คน อาทิ จาคอบ ฟาน เน็ก (Jacob van Neck) คอร์เนลิส แคลสซูน (Cornelis Claeszoon) แจน ฮารเมินส์ซูน บรี (Jan Harmenszoon Bree) และสตีเวน ฟาน เดอ ฮาเกน (Steven van der Hagen) เป็นต้น (Donald F. Lach and Edwin J. van Kley. Asia in the Making of Europe : A Century of Advance, Volume III : Book One. (Chicago : University of Chicago Press, 1993), p.516) พร้อมภาพพิมพ์ลายเส้นจำนวน ๑๘ ภาพ เป็นภาพเกี่ยวกับปัตตานี ๔ ภาพ ขนาด ๑๓ x ๑๗ ซม. โดยประมาณ (ไม่มีภาพกรุงศรีอยุธยาหรือเมืองอื่น ๆ ของสยามในบันทึกชุดนี้) ภาพแรกคือ ภาพการประหารชีวิตผู้ต้องโทษคดีชู้สาว ภาพที่สองคือภาพขบวนเสด็จของพระราชินีแห่งปัตตานี (ภาพข้างบน) ภาพที่สามคือภาพการคล้องช้าง และภาพสุดท้ายคือภาพการเข้ามาปัตตานีของชาวดัตช์ (ที่เห็นข้างล่าง) (จากหนังสือศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๒๕ ฉบับที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๔๗)
บันทึกการเข้า

ดังสายลมที่พัดผ่านลานป่า..พาใบไม้พลัดถิ่น..ดั่งสายน้ำที่ไหลรินพัดพา..นำดวงใจฉันมาใกล้เธอ..
"ความหวังดีที่เธอให้สังคม ฉันชื่นชมเธอเสมอ"
Daimyo
ชาว อวป.
Hero Member
****

คะแนน 924
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9042



« ตอบ #11 เมื่อ: มกราคม 04, 2011, 06:31:06 PM »


๒. ปัตตานีสมัยการปกครองของราชวงศ์กลันตัน (พ.ศ. ๒๒๓๑-๒๒๗๒) ปัตตานียุคนี้มีปฐมกษัตริย์เป็นเชื้อสายทางรัฐกลันตัน ทรงพระนาม Raja Bakal (พ.ศ. ๒๒๓๑-๒๒๓๓) และมี Along Yunus (พ.ศ. ๒๒๖๙-๒๒๗๒) ขึ้นครองราชย์เป็นองค์สุดท้ายรวมเป็น ๘ พระองค์

ในช่วงนี้ผู้คนปัตตานีอยู่ในสภาพย่ำแย่ เพราะมีการทำสงครามกับสยามหลายครั้งอันเนื่องจากความพยายามกอบกู้เอกราชของผู้นำปัตตานีในสมัยนั้น และนอกจากนั้น ยังมีการทำสงครามระหว่างพี่น้องเพื่อแย่งชิงอำนาจก็บ่อยครั้ง เช่น เมื่อครั้งที่เกิดสงครามกรณีการปลงประชนม์อาลง ยูนุส (Along Yunus) นั้น “เมืองปัตตานีมีความวุ่นวายมาก ผู้คนเจ็บป่วย และไร้จริยธรรม” ซึ่งในระหว่างที่ปัตตานีกำลังง่วนกับการแก้ปัญหาทางการเมืองนั้น สยามก็ไม่สงบเหมือนกันเพราะต้องทำสงครามกับพม่า และทั้งสยามกับพม่าก็มีความหวังที่จะช่วงชิงปัตตานีอยู่เหมือนกัน อันเกิดจากแนวคิด ๓ ประการ ได้แก่ ประการแรก ศักดิ์ศรี หรือเกียรติยศทางการเมือง (Political Prestige) ประการที่ ๒ แนวคิดเชิงสังคมเศรษฐกิจในการที่จะรวบรวมพลังคนและพลังทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นวัตถุดิบ และประการที่ ๓ เป็นกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจ (Economical Strategic) เพื่อจะได้มีอำนาจควบคุมบริเวณคอคอดกระซึ่งเชื่อมต่อระหว่างอ่าวเบงกอลกับอ่าวไทย

สภาพดังกล่าวมีส่วนสำคัญที่ทำให้ชาวปัตตานีต้องประสบกับปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ และสร้างความกดดันให้กับบรรดาพ่อค้าต่างชาติ คนเหล่านี้จึงได้พยายามหาที่ทำการค้าใหม่ที่ปลอดภัยและมั่นคงกว่า พวกขุนนางเก่าและสามัญชนจำนวนมากพากันหนีไปอยู่ในรัฐกลันตันโดยอาศัยเส้นทางบก และทางทะเลทิศตะวันออก

อย่างไรก็ตาม สภาพของสงครามที่ผ่านมาหลายครั้งนั้น ก็ไม่สามารถระงับความศรัทธาของผู้คนปัตตานีที่กำลังสนใจศาสนาอิสลามได้สำเร็จ ความจริงข้อนี้เห็นได้ชัดเจนจากปรากฏการณ์เมื่อย่างเข้าพุทธศตวรรษที่ ๒๔ ปัตตานี มีชื่อเสียงมากในฐานะที่เป็นศูนย์กลางแห่งอารยธรรมอิสลามและเป็นศูนย์กลางแห่งวรรณกรรมแนวอิสลามซึ่งทำให้เกิดนักปราชญ์ทางศาสนาอิสลาม (อูลามา) ระดับแนวหน้าหลายท่าน มีการสร้างผลงานทางด้านการเขียนและแปลคัมภีร์ศาสนาอิสลามที่มีสมรรถภาพสูงร่วมร้อยเล่ม มีมัสยิดที่สวยงามหลายแห่ง และยังมีปอเนาะ (โรงเรียนสอนศาสนา) ที่มีชื่อเสียงเหลือไว้ให้เห็นหลายแห่ง

(คัดตันตอนและปรุงใหม่จากหนังสือ การปฏิสัมพันธ์ระหว่างศาสนิกที่ปรากฏในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส โดย รัตติยา สาและ พิมพ์ครั้งแรก, ๒๕๔๔ (โครงการย่อยภายใต้โครงการเมธีวิจัยอาวุโส สกว. ซึ่งมีศาสตราจารย์สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ เป็นหัวหน้าโครงการ และได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.))
บันทึกการเข้า

ดังสายลมที่พัดผ่านลานป่า..พาใบไม้พลัดถิ่น..ดั่งสายน้ำที่ไหลรินพัดพา..นำดวงใจฉันมาใกล้เธอ..
"ความหวังดีที่เธอให้สังคม ฉันชื่นชมเธอเสมอ"
Daimyo
ชาว อวป.
Hero Member
****

คะแนน 924
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9042



« ตอบ #12 เมื่อ: มกราคม 04, 2011, 06:33:15 PM »


๓. ปัตตานีสมัยก่อนเป็นเจ็ดหัวเมือง (พ.ศ. ๒๓๑๙-๒๓๕๑) การสิ้นพระชนม์ของอาลง ยูนุส (Along Yunus) หรือ Yang Di Pertuan เมื่อ พ.ศ. ๒๒๗๒ ถือว่าเป็นการสิ้นสุดอำนาจของราชวงศ์กลันตันที่มีต่อปัตตานีระยะหนึ่ง และเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่ทำให้บัลลังก์ของราชสำนักมลายู-อิสลามปัตตานีต้องว่างลงนานถึง ๔๗ ปี จนถึง พ.ศ. ๒๓๑๙ จึงได้มีการแต่งตังให้ สุลต่าน มูฮัมหมัด (Sultan Muhammad) ปกครองปัตตานีต่อมา

มาถึงยุคนี้ ดินแดนปัตตานีก็ยังคงเป็นสนามรบเหมือนเก่า และเป็นยุคแห่งการปราบปรามหัวเมืองมลายูอย่างจริงจัง

เมื่อย่างเข้าสู่สมัยรัตนโกสินทร์ เพียงไม่กี่ปีหลังจากนั้น สยามสามารถปราบปัตตานีในสมัยสุลต่านมูฮัมหมัดได้สำเร็จ สุลต่านมูฮัมหมัดได้รับบาดแผลจากกระสุนปืนและสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๙ สงครามครั้งนี้ชาวบ้านรุ่นปู่ย่าตายายเล่าต่อ ๆ กันมาว่าโหดร้ายมาก เรื่องนี้คงไม่มีใครสมัยนี้สามารถยืนยันได้ว่าเท็จหรือจริง แต่เหตุการณ์ณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้มีเล่าไว้ในบันทึกของ Light ซึ่งก็น่าที่จะเชื่อถือได้ (หนังสือ Light ถึง G.G., 12 September, 1786, SSR, 2, 281 (FWCP 13 December 1786) บันทึกไว้ว่า “….the Siamese General is extirpating Pattany (patani) all the men, children and old women, he orders to be tired and thrown upon the grounds and then trampled to death by elephants” (ภาษาอังกฤษตอนนี้ไม่ยากเท่าไร ผู้อ่านน่าจะแปลออก ขอไม่แปลนะครับ)

สงครามครั้งที่สองเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๔ เป็นกรณีสงครามเพื่อการกู้เอกราช ซึ่งนำโดยตึงku ลามิดดีน และได้รับความช่วยเหลือจาก sheikh Ahmad Kamal จากนครเมกกะ ซึ่งเดินทางมาขึ้นฝั่งที่ท่าเรือเคดาห์ การณ์นี้นัยว่า สุลต่าน อับดุลลอฮฺ แห่งเคดาห์ ทรงรู้เห็นด้วย สุดท้าย ตึงku ลามิดดีน ถูกจับตัวส่งไปบางกอก (กรุงเทพฯ) และสิ้นพระชนม์ที่นั่น

สงครามครั้งที่สามเกิดขึ้นเมื่อพ.ศ. ๒๓๕๑ เป็นกรณีการกอบกู้เอกราชปัตตานี ซึ่งนำโดย ดาโต๊ะ ปึงกาลัน (Datuk Pengkalan) สงครามครั้งนี้ปัตตานีแพ้พ่ายและดาโต๊ะ ปึงกาลัน สิ้นพระชนม์

หลังสงครามครั้งนี้ สยามจึงต้องปรับโครงสร้างปกครองหัวเมืองปัตตานีใหม่ ดังนั้น เมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงได้มีพระบรมราโชบายโปรดเกล้าฯ ให้แบ่งเมืองปัตตานีออกเป็นเจ็ดหัวเมืองดังต่อไปนี้
๑. เมืองปัตตานี
๒. เมืองยะลา (ปัจจุบันเป็นจังหวัดยะลา)
๓. เมืองยะหริ่ง (ปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดปัตตานี)
๔. เมืองระแงะ (ปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดนราธิวาส)
๕. เมืองราห์มัน (ปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดยะลา)
๖. เมืองสายบุรี (ปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดปัตตานี)
๗. เมืองหนองจิก (ปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดปัตตานี)

สังเกตว่าไม่มีจังหวัดสตูลเลยนะครับ

ภาพข้างล่างเป็นภาพแผนที่ราชอาณาจักรมลายู-อิสลาม ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๒ จากหนังสือ Umat Islam Patani; Sejarah dan Politik โดย Mohd. Zamberi A.Malek, HIZBI, Shah Alam, 1993 (คัดจากหนังสือ รัฐปัตตานี ใน "ศรีวิชัย")
บันทึกการเข้า

ดังสายลมที่พัดผ่านลานป่า..พาใบไม้พลัดถิ่น..ดั่งสายน้ำที่ไหลรินพัดพา..นำดวงใจฉันมาใกล้เธอ..
"ความหวังดีที่เธอให้สังคม ฉันชื่นชมเธอเสมอ"
Daimyo
ชาว อวป.
Hero Member
****

คะแนน 924
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9042



« ตอบ #13 เมื่อ: มกราคม 04, 2011, 06:34:10 PM »


๔. ปัตตานีสมัยแยกเป็นเจ็ดหัวเมือง (พ.ศ. ๒๓๕๒-๒๔๔๔) หลังจากสงครามไทย-ปัตตานีเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๑ ในกรณีปราบขบถซึ่งมีดาโต๊ะ ปึงกาลันเป็นผู้นำแล้ว จึงได้มีการแบ่งแยกหัวเมืองมลายูอย่างปัตตานีเป็น “เจ็ดหัวเมือง” ได้แก่ ยะลา (ฌาลอ/Jalor) ยะหริ่ง (ฌิริง/Jering หรือฌามบู/Jambu) ระแงะ (Rengeh หรือลึแฆ็ฮ/Legeh) ราห์มัน (Rahman หรือรามัน/Raman) สายบุรี (Saiburi หรือตะบูลัน/Taluban) และหนองจิก (Nongchik หรือ เตาะฌง/Tok Jong)

แต่ละเมืองดังกล่าวมีฐานะเป็นเมืองระดับสาม ซึ่งต้องขึ้นกับเมืองสงขลา เจ้าเมือง (ราฌอ นึฆึรี/Raja Negeri) แต่ละเมืองเหล่านี้ต้องได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากรัฐบาลสยามที่กรุงเทพฯ เมืองใดที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธก็ส่งเจ้าเมืองที่นับถือพุทธศาสนาไปปกครอง และเมืองที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมก็ใช้ผู้ปกครองที่เป็นมุสลิม (คนมุสลิมปัตตานีเรียกคนไทยพุทธว่า “ออแร สีแย” (คนสยาม) คือเป็นผู้ที่มีเชื้อสายหรือเชื้อชาติไทยและนับถือศาสนาพุทธ และจะเรียกตนเอง (มุสลิม) ว่า “ออแร นนายู” (คนมลายู) คือเป็นผู้ที่มีเชื้อสายหรือเชื้อชาติมลายูและนับถือศาสนาอิสลาม ดังนั้นใครที่เรียกพวกเขาว่า “ออแร สีแย” จึงเกิดปฏิกิริยาทางลบได้)

ในสมัยนี้ฝ่ายสยามได้เริ่มย้ายชาวไทยพุทธเข้าไปอยู่ในเจ็ดเมืองเหล่านี้ ทั้งนี้ เพื่อสร้างความสมดุลแห่งอำนาจ และป้องกันการคุมคามจากชาวพื้นเมืองซึ่งไม่พอใจรัฐบาล ความขัดแย้งระหว่างประชาชนเจ็ดหัวเมืองกับรัฐบาลสยามเกิดขึ้นบ่อย เจ้าเมืองบางคนแอบสะสมอาวุธและไพร่พลเพื่อไว้ต่อสู้กับฝ่ายรัฐบาล ระยะทางอันห่างไกลจากเมืองหลวง (กรุงเทพฯ) มีส่วนช่วยอย่างมากในการเปิดโอกาสให้เมืองเหล่านี้มีอิสระในการปกครองตัวเอง และคงจะสะดวกในการทำการอื่นด้วย ดังนั้น ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) จึงเกิดสงครามเพื่อกอบกู้เอกราชปัตตานีอีกครั้งหนี่งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๔-๒๓๗๕

สงครามครั้งนี้เกิดขึ้นด้วยความร่วมมือของเจ้าเมืองทั้งเจ็ดและสุลต่าน อะหมัด ตาฌุดดีน (Sultan Ahmad Tajuddin) แห่งเคดาห์ โดยได้รับการสนับสนุนทางด้านกำลังทหารจากเมืองกลันตันและตรังกานูในฐานที่เมืองเหล่านี้มีความสัมพันธ์ต่อกันโดยทางเครือญาติ และเป็นความร่วมมือในลักษณะแผนซ้อนแผน ทำให้สงขลาไม่มีกำลังเพียงพอที่จะปราบปรามลงได้ ในที่สุดทางกรุงเทพฯ จึงต้องส่งกำลังทหารมาสนับสนุนอีก ๓๐๐,๐๐๐ คน โดยมีเจ้าพระยาพระคลัง ว่าที่สมุหกลาโหม (ดิศ บุนนาค) เป็นแม่ทัพ และปราบได้สำเร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๕

เลิกจากสงครามครั้งนี้ ปัตตานีจึงเป็นเวทีแห่งการ “ไต่สวน” อีกครั้งหนึ่ง นั่นคือ “ผู้คนปัตตานีต้องตกเป็นเหยื่อรับบทลงโทษอย่างทารุณและโหดเหี้ยมที่สุด”

หลังจากสงครามครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงใช้พระบรมราโชบาย “แบ่งแยกแล้วปกครอง” ดังนั้นในปี พ.ศ. ๒๓๘๒ พระองค์ทรงมีพระบรมราชโองการให้แบ่งไทรบุรี (เคดาห์) ออกเป็น ๔ เขต ได้แก่ เมืองเปอร์ลิส สตูล ไทรบุรี และkuบังปาสู โดยให้ขึ้นต่อนครศรีธรรมราช และทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเจ้าเมืองทุกเมือง

การปกครองปัตตานีทั้งเจ็ดเมืองก็ทำนองเดียวกัน โดยให้ขึ้นกับสงขลา และถูกปล่อยให้อยู่ในสภาพนี้นานหลายสิบปี (พ.ศ. ๒๓๕๑-๒๔๔๙) กว่าจะได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการปกครองอีกครั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) โดยทรงเลิกระบบเดิมและใช้ระบบ “มณฑลเทศาภิบาล” แทน ทั้งนี้ โดยกระทรวงมหาดไทยได้ออกกฎข้อบังคับที่เรียกว่า “กฎข้อบังคับการปกครองหัวเมืองต่าง ๆ” เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๔
บันทึกการเข้า

ดังสายลมที่พัดผ่านลานป่า..พาใบไม้พลัดถิ่น..ดั่งสายน้ำที่ไหลรินพัดพา..นำดวงใจฉันมาใกล้เธอ..
"ความหวังดีที่เธอให้สังคม ฉันชื่นชมเธอเสมอ"
Daimyo
ชาว อวป.
Hero Member
****

คะแนน 924
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9042



« ตอบ #14 เมื่อ: มกราคม 04, 2011, 06:36:05 PM »


“ขบวนการแบ่งแยกดินแดน”
ความพยายามในการสร้างบรรยากาศให้แก่คนไทยที่ต่างศาสนา วัฒนธรรม และภาษา ให้สามารถอยู่ร่วมกันในสังคม ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างมีความสุขแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยหรือรอมชอมนั้น เป็นอุดมการณ์หนึ่งของพระมหากษัตริย์ไทยแห่งกรุงรัตนโกสินทร์อย่างต่อเนื่องมาตลอด

แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นตัวชี้บอกถึงที่มาของนโยบายว่า “มีความขัดแย้งมาก่อน”

ความจริงแห่งอุดมการณ์ดังกล่าวนี้ปรากฏเป็นกุศโลบายทั้งที่เป็นพระราชดำรัส และพระราชหัตถเลขาที่ฝ่ายปกครองบ้านเมืองต้องยึดเป็นแนวปฏิบัติตลอดมา สาระดี ๆ ที่บ่งบอกถึง “ความรอมชอม” และ “ความขัดแย้ง” นั้น มีดังต่อไปนี้

๑. ในปี พ.ศ. ๒๓๕๑ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระราชดำริว่า เมืองปัตตานีมีอาณาเขตกว้างขวาง ปกครองไม่ทั่วถึง และเกิดการกบฏแข็งเมืองขึ้นบ่อย ๆ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แบ่งอาณาเขตเมืองปัตตานีออกเป็น ๗ หัวเมือง  คือ เมืองปัตตานี เมืองหนองจิก เมืองยะหริ่ง เมืองสายบุรี เมืองยะลอ เมืองรามัน และเมืองระแงะ แต่ละเมืองมีพระยาเมืองปกครอง โดยคำนึงว่า “เมืองใดมีคนพุทธมากก็ให้คนไทยพุทธเป็นพระยาเมือง เมืองใดมีคนไทยอิสลามมาก ก็ให้คนอิสลามเป็นพระยาเมือง” ต่อมาได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้โอนเมืองทั้ง ๗ นี้ จากความดูแลของเมืองนครศรีธรรมราชไปขึ้นอยู่ในความดูแลของเมืองสงขลา

พระราชดำริดังกล่าวนี้มีขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์สงครามกอบกู้เมืองปัตตานี ซึ่งนำโดย ดาโต๊ะ ปึงกาลัน วิธีการนี้ฝ่ายปัตตานีรู้ดีว่าเป็นนโยบายการลดอำนาจทางด้านการบริหารและการปกครองของบรรดาเจ้าเมืองมลายูที่มีอยู่ขณะนั้น และกล่าวกันว่า “บารมีและอำนาจของเจ้าเมืองมลายูก็มีเหลืออยู่แค่ปลายนิ้วชี้ของกษัตริย์สยามเท่านั้น”

๒. เนื่องจากฝ่ายสยามได้ข้อมูลว่า หัวเมืองปัตตานีเคยได้รับการสนับสนุนอย่างลับ ๆ จากเยอรมนี เช่น ขายอาวุธร้ายแรงให้ชาวมุสลิมในปัตตานีเพื่อเป็นหัวหอกต่อต้านอังกฤษในหัวเมืองมลายู ดังนั้น ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระยาศักดิ์เสนี (หนา บุนนาค) นักเรียนเก่าสำเร็จวิชาการทหารช่างจากเยอรมนีและมีภรรยาเป็นชาวเยอรมัน ซึ่งเป็นข้าหลวงใหญ่ประจำบริเวณในตำแหน่งผู้ช่วยข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราชขณะนั้น ให้เป็นพระยาเดชานุชิต เข้ารับตำแหน่งเทศาภิบาล

๓. การรวมปัตตานีเข้ามาอยู่ภายใต้การปกครองของมณฑลนครศรีธรรมราชที่ผู้คนมีวัฒนธรรมแตกต่างกัน มักมีปัญหาขัดแย้งบ่อย ๆ นานตลอดระยะเวลา ๑๐ ปี (พ.ศ. ๒๔๓๙-๒๔๔๙) ที่พระยาสุขุมนัยวินิตมาเป็นข้าหลวงเทศาภิบาล (พระยาสุขุมนัยวินิต เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราชคนแรก ซึ่งก่อนนั้นได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เป็นข้าหลวงพิเศษไปจัดการเมืองสงขลา นครศรีธรรมราช และพัทลุงในนามพระวิจิตรวรสาส์น) ซึ่งโดยสภาพความเป็นจริงแล้ว ชาวเมืองในบริเวณเจ็ดหัวเมืองมีอาการรังเกียจข้าราชการไทยที่รัฐบาลส่งไปปกครองเป็นทุนเดิมมากอยู่แล้ว จนมีการขุดรอยเท้าทิ้ง หรือเอาไม้เรียวคอยเฆี่ยนเงาเวลาข้าราชการไทยเดินผ่าน ดังนั้น เมื่อมีการประกาศใช้ข้อบังคับการปกครองบริเวณ ๗ หัวเมือง ร.ศ. ๑๒๐ จึงเท่ากับไปเพิ่มและกดดันความรู้สึกของเจ้าเมืองมลายูให้เกิดความเกลียดชังมากขึ้น และแสดงอาการกระด้างกระเดื่อง ขัดขืนต่อข้อบังคับ

ดังนั้น เมื่อพระยาสุขุมนัยวินิตใช้อำนาจตามกฎหมายไทย โดยใช้ระบบศาลไทยกับชาวมุสลิมกลุ่มดังกล่าว จึงทำให้เกิดความขัดแย้ง เพราะกฎหมายไทยบางส่วนนั้นขัดต่อหลักศาสนาอิสลาม นโยบายดังกล่าวนี้มุสลิมยอมรับไม่ได้ทั้งหมด จึงได้มีหนังสือร้องเรียนไปยังผู้สำเร็จราชการที่สิงคโปร์เพื่อขอความเป็นธรรม โดยชี้แจงว่า “ผู้ปกครองส่วนใหญ่นั้น มิได้เคยนึกคิดในหัวใจของพวกเขาว่าพวกมุสลิมจะฝ่าฝืนบทบัญญัติอิสลามทั้งในอดีตและปัจจุบัน บรรดากฎหมายต่าง ๆ จึงออกมาขัดแย้งกับบทบัญญัติอิสลามอยู่เสมอ ทั้ง ๆ ที่ผู้ปกครองบางคนมีความต้องการมิให้ผู้ใดฝ่าฝืนจิตใจของพวกเรา แต่ผู้ที่ออกกฎหมายนั้นกลับมิใช่ผู้ห้าม และไม่เคยศึกษาบทบัญญัติอิสลามเสียก่อนที่จะออกกฎหมายมาปกครองเรา” (อ้างจาก “อิสลามกับมุสลิม” โดย อัชซะฮีด อับดุลกอเดร เอาดะฮฺ หน้า ๕๓)

เหตุการณ์ดังกล่าวนี้จึงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นระหว่างมุสลิมปัตตานีกับเจ้าหน้าที่ผู้ใช้อำนาจรัฐ และมีส่วนที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยขณะนั้น ทรงพิจารณาร่วมกันแล้ว มีพระราชดำริเห็นพ้องต้องกันว่า ควรที่จะส่งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมขุนลพบุรีราเมศวร์ (ต้นราชสกุลยุคล) เจ้ากรมพลัมภัง กระทรวงมหาดไทย ไปเป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช เนื่องจากพระองค์สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี ด้วยทรงสำเร็จการศึกษาวิชารัฐศาสตร์การปกครอง วิชาประวัติศาสตร์ (เกียรตินิยม) ระดับปริญญาตรี และปริญญาโททางด้านภาษาอักษรศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ และทำให้พระองค์ทรงเข้าพระทัยสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการปกครองหัวเมืองมลายูของอังกฤษกับการปกครองหัวเมืองปักษ์ใต้ของไทยเป็นอย่างดี ยิ่งกว่านั้น พระองค์ทรงเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกับข้าหลวงใหญ่สหพันธรัฐมลายูที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษมาก่อน แม้แต่เจ้าพระยาไทรบุรี (อับดุลฮามิด) ก็ได้สมรสกับคุณหญิงเนื่อง ซึ่งเป็นคนในวังของพระมารดาของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนลพบุรีราเมศวร์ ซึ่งหากจะนับกันไปแล้วก็เปรียบเหมือนเครือญาติที่สนิทสนม ทำให้เข้าพระทัยวัฒนธรรมประเพณีอิสลามเป็นอย่างดี (การปกครองบริเวณ ๗ หัวเมืองต่าง ๆ ได้ถูกยกเลิกไปเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๙ จากนั้นจึงได้จัดตั้งมณฑลปัตตานีขึ้นตามระบบมณฑลเทศาภิบาล และใช้มาจนถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๕ จึงได้ยกเลิกแล้วจัดเป็นระเบียบการปกครองที่บริหารราชการท้องถิ่นดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้)

(คัดตันตอนและปรุงใหม่จากหนังสือ การปฏิสัมพันธ์ระหว่างศาสนิกที่ปรากฏในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส โดย รัตติยา สาและ พิมพ์ครั้งแรก, ๒๕๔๔ (โครงการย่อยภายใต้โครงการเมธีวิจัยอาวุโส สกว. ซึ่งมีศาสตราจารย์สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ เป็นหัวหน้าโครงการ และได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.))
บันทึกการเข้า

ดังสายลมที่พัดผ่านลานป่า..พาใบไม้พลัดถิ่น..ดั่งสายน้ำที่ไหลรินพัดพา..นำดวงใจฉันมาใกล้เธอ..
"ความหวังดีที่เธอให้สังคม ฉันชื่นชมเธอเสมอ"
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2011, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.107 วินาที กับ 18 คำสั่ง